เพื่อนๆ คะ เคยไหมคะที่อ่านอะไรไปแล้วแป๊บเดียวก็ลืมซะแล้ว หรือรู้สึกว่าตัวเองใช้เวลาอ่านหนังสือนานมาก แต่พอถึงเวลาจริงๆ กลับจำได้ไม่ค่อยดีเลย? ฉันเองก็เคยเจอปัญหานี้บ่อยๆ จนบางทีก็ท้อเหมือนกันค่ะ แต่ไม่ต้องกังวลไปนะคะ เพราะวันนี้ฉันมีเคล็ดลับการเรียนรู้ที่กำลังเป็นที่พูดถึงในหมู่นักเรียน นักศึกษา และคนทำงานทั่วโลกมาฝาก นั่นก็คือ ‘การทบทวนแบบเว้นระยะ’ หรือ Spaced Repetition ที่หลายคนอาจจะเคยได้ยินมาบ้างแล้ว แต่บอกเลยว่ามันไม่ใช่แค่เทคนิคธรรมดาๆ ค่ะ จากการที่ฉันได้ลองศึกษาและนำมาปรับใช้กับตัวเองพักใหญ่ๆ ก็พบว่ามันช่วยให้สมองของเราจดจำข้อมูลได้แม่นยำและยาวนานขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว ยิ่งในยุคดิจิทัลแบบนี้ เทคนิคนี้ก็ถูกพัฒนาให้ทันสมัยและเข้ากับไลฟ์สไตล์การเรียนรู้ของเรามากขึ้นไปอีก มีงานวิจัยใหม่ๆ ที่ช่วยให้เราเข้าใจกลไกและวิธีการปรับใช้ได้อย่างชาญฉลาดกว่าเดิมเยอะเลยค่ะ รับรองว่าใครที่กำลังมองหาวิธีเพิ่มประสิทธิภาพการจำ ต้องไม่พลาดเรื่องนี้เด็ดขาดเลยนะคะ ถ้าพร้อมแล้ว เราไปเจาะลึกเคล็ดลับสุดปังนี้กันเลยค่ะ!
การทบทวนแบบเว้นระยะ: กุญแจสู่ความจำระยะยาวที่คุณไม่ควรพลาด!

กลไกเบื้องหลังความมหัศจรรย์ของ Spaced Repetition
เพื่อนๆ รู้ไหมคะว่าสมองของเราทำงานยังไงกับการจำ? จริงๆ แล้วมันซับซ้อนกว่าที่เราคิดเยอะเลยค่ะ จากที่ฉันเคยศึกษามา สมองของเราไม่ได้แค่รับข้อมูลเข้ามาแล้วเก็บไว้เฉยๆ นะคะ แต่มันจะมีการจัดระเบียบ เชื่อมโยง และที่สำคัญคือ “ลืม” ด้วยค่ะ ฟังดูแปลกใช่ไหมคะ?
แต่นั่นแหละค่ะคือหัวใจสำคัญ! Spaced Repetition หรือการทบทวนแบบเว้นระยะเนี่ย มันคือการที่เราจงใจกลับไปทบทวนข้อมูลในช่วงเวลาที่สมองกำลังจะลืมพอดี พูดง่ายๆ ก็คือ เป็นการ “เตือน” สมองไม่ให้ลืมข้อมูลนั้นๆ ซ้ำๆ แต่ไม่ใช่การท่องจำแบบเดิมๆ ที่พอเราจำได้แล้วก็ทิ้งไปเลยนะคะ แต่มันคือการที่เรากำหนดช่วงเวลาการทบทวนให้ห่างออกไปเรื่อยๆ ตามความแข็งแรงของความจำเราค่ะ ยิ่งจำได้ดีเท่าไหร่ ช่วงเวลาการทบทวนก็จะห่างออกไปเท่านั้น ทำให้ข้อมูลนั้นๆ ค่อยๆ ซึมซับเข้าไปในความจำระยะยาวของเราได้อย่างเป็นธรรมชาติ เหมือนกับการที่เราค่อยๆ สร้างเส้นทางเดินในป่าให้กลายเป็นถนนใหญ่ ที่พอเดินบ่อยๆ เข้ามันก็จะกลายเป็นทางที่เราเดินได้คล่องและไม่มีทางลืมเลยล่ะค่ะ ฉันเองก็เคยคิดว่าการท่องไปเรื่อยๆ จะช่วยได้ แต่พอมาเจอ Spaced Repetition จริงๆ ก็รู้เลยว่ามันคือวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้จริงๆ ค่ะ
ความต่างจากการทบทวนแบบเดิมๆ ที่ไม่ค่อยได้ผล
หลายคนอาจจะเคยชินกับการอ่านหนังสือหรือทบทวนบทเรียนแบบ “อัดๆ” ก่อนสอบใช่ไหมคะ? ฉันเองก็เคยเป็นค่ะ อ่านมันเข้าไป คืนเดียวกว่าจะจำได้ครบก็ตาโบ๋ไปเลย แต่นั่นแหละค่ะคือกับดัก!
การทบทวนแบบเดิมๆ ที่เราอ่านซ้ำๆ ติดกันหลายๆ ครั้ง หรือที่เรียกว่า “Massed Practice” เนี่ย มันให้ความรู้สึกว่าเราจำได้ ณ ตอนนั้นก็จริง แต่พอผ่านไปไม่กี่วัน ความทรงจำนั้นก็ค่อยๆ เลือนหายไปอย่างรวดเร็วค่ะ เหตุผลก็เพราะว่าสมองเราไม่ได้มีโอกาส “สร้างความแข็งแกร่ง” ให้กับข้อมูลนั้นๆ ได้อย่างเต็มที่ เหมือนกับที่เรายกเวทหนักๆ ครั้งเดียวแล้วคิดว่ากล้ามเนื้อจะแข็งแรงเลย มันไม่ใช่อย่างนั้นหรอกค่ะ แต่ Spaced Repetition แตกต่างออกไป เพราะมันอาศัยหลักการที่ว่าเมื่อเราทบทวนข้อมูลที่เราเกือบจะลืมแล้ว สมองจะทำงานหนักขึ้นเพื่อดึงข้อมูลนั้นกลับมา ซึ่งกระบวนการนี้แหละค่ะที่ทำให้การเชื่อมโยงข้อมูลในสมองแข็งแกร่งขึ้น และเมื่อเราทำแบบนี้ซ้ำๆ ในช่วงเวลาที่เหมาะสม ความจำของเราก็จะยิ่งแน่นหนาและอยู่กับเราไปนานเท่านานค่ะ จากที่ฉันได้ลองใช้เทคนิคนี้กับตัวเองในการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ก็พบว่ามันช่วยให้ฉันจำคำศัพท์ใหม่ๆ ได้ดีกว่าเดิมมาก และยังจำได้นานกว่าวิธีการท่องแบบเดิมๆ ที่เคยใช้มาอีกด้วยค่ะ มันทำให้การเรียนรู้ของฉันมีประสิทธิภาพและสนุกขึ้นเยอะเลย
แกะกล่องเทคนิค Spaced Repetition ที่ฉันลองแล้วเวิร์คจริง!
จับคู่กับ Active Recall ยิ่งจำแม่นแบบไม่มีกั๊ก
ถ้าจะให้ Spaced Repetition ทำงานได้เต็มที่ ฉันบอกเลยว่าต้องจับคู่กับเทคนิคที่เรียกว่า Active Recall ค่ะ สองสิ่งนี้เป็นเหมือนคู่หูที่ลงตัวมากๆ Active Recall คืออะไร?
มันคือการที่เราพยายามดึงข้อมูลออกมาจากสมองของเราเองโดยไม่มีตัวช่วย เช่น แทนที่จะอ่านคำตอบในหนังสือ เราก็ลองตอบคำถามนั้นๆ ด้วยตัวเองก่อน หรือถ้าเป็นคำศัพท์ เราก็พยายามนึกความหมายก่อนที่จะไปเปิดดู การทำแบบนี้จะบังคับให้สมองเรา “คิด” และ “ทำงาน” มากกว่าแค่การอ่านผ่านๆ ค่ะ จากประสบการณ์ส่วนตัว การที่ฉันใช้ Spaced Repetition ในการทบทวนแฟลชการ์ด (Flashcards) ควบคู่ไปกับการพยายามนึกคำตอบเองก่อนเปิดดูเนี่ย มันช่วยให้ฉันจำข้อมูลได้ลึกซึ้งกว่าเดิมเยอะเลยค่ะ รู้สึกเหมือนสมองถูกกระตุ้นให้ทำงานอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่แค่เป็นผู้รับข้อมูลอย่างเดียว มันเหมือนกับการออกกำลังกายให้สมองนั่นแหละค่ะ ยิ่งเราออกกำลังกายให้ถูกท่าและสม่ำเสมอ กล้ามเนื้อสมองของเราก็จะยิ่งแข็งแรงขึ้นและจำอะไรได้แม่นยำขึ้นนั่นเองค่ะ ฉันแนะนำให้เพื่อนๆ ลองเอาไปใช้ดูนะคะ รับรองว่าได้ผลจริง!
ตารางเวลาทบทวนแบบไหนที่เหมาะกับเรา?
เรื่องของตารางเวลาทบทวนนี่แหละค่ะที่เป็นหัวใจของ Spaced Repetition และเป็นจุดที่หลายคนอาจจะงงๆ ว่าจะเริ่มยังไงดี เพราะไม่มีสูตรตายตัวที่ใช้ได้กับทุกคนเป๊ะๆ ค่ะ ช่วงเวลาที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับความยากง่ายของข้อมูล และความสามารถในการจำของแต่ละคนด้วยค่ะ แต่หลักการพื้นฐานก็คือ เมื่อเราจำข้อมูลได้ดีขึ้น เราก็จะเว้นช่วงเวลาการทบทวนให้ห่างออกไปเรื่อยๆ ค่ะ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าวันนี้เราเรียนรู้เรื่องใหม่ อาจจะทบทวนอีกครั้งในวันพรุ่งนี้, จากนั้นเป็น 3 วันถัดไป, 7 วัน, 1 เดือน, และค่อยๆ ห่างออกไปเรื่อยๆ ค่ะ ซึ่งสำหรับฉันแล้ว การใช้แอปพลิเคชันเข้ามาช่วยจัดการตารางเวลาเป็นอะไรที่ตอบโจทย์มากๆ เพราะมันช่วยคำนวณช่วงเวลาที่เหมาะสมให้เราอัตโนมัติ ทำให้เราไม่ต้องมานั่งจำเองว่าต้องทบทวนอะไรตอนไหนบ้างค่ะ แถมยังลดภาระสมองของเราไปได้เยอะ ทำให้เรามีสมาธิจดจ่อกับการเรียนรู้ข้อมูลใหม่ๆ ได้เต็มที่ ลองดูตารางคร่าวๆ ที่ฉันใช้เป็นแนวทางได้เลยค่ะ
ตัวอย่างตารางการทบทวนแบบเว้นระยะ (Spaced Repetition Schedule)
| ระดับความยากของข้อมูล | ช่วงเวลาทบทวน (โดยประมาณ) | ความรู้สึกเมื่อทบทวน |
|---|---|---|
| ยากมาก / เพิ่งเริ่มเรียน | 1 วัน, 3 วัน, 7 วัน, 15 วัน, 30 วัน | รู้สึกท้าทาย, ต้องพยายามนึกเยอะหน่อย |
| ปานกลาง / พอจำได้บ้าง | 3 วัน, 7 วัน, 15 วัน, 30 วัน, 60 วัน | เริ่มจำได้ดีขึ้น, นึกไม่ยากเท่าเดิม |
| ง่ายมาก / จำได้แม่นยำ | 7 วัน, 1 เดือน, 3 เดือน, 6 เดือน, 1 ปี | แทบไม่ต้องพยายาม, นึกออกทันที |
ปรับใช้ Spaced Repetition ในชีวิตประจำวันยังไงให้ได้ผลสูงสุด
เริ่มต้นจากเรื่องเล็กๆ รอบตัวก็เห็นผลแล้ว
หลายคนอาจจะคิดว่า Spaced Repetition เหมาะกับการเรียนหนักๆ หรือการสอบเท่านั้นใช่ไหมคะ? จริงๆ แล้วไม่เลยค่ะ เราสามารถนำเทคนิคนี้มาปรับใช้กับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันได้หมดเลยค่ะ และมันจะช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้นเยอะเลยนะ! อย่างเช่น ฉันเองก็เอามาใช้กับการจำชื่อคนใหม่ๆ ที่เพิ่งรู้จัก, การจำวันเกิดเพื่อน, หรือแม้กระทั่งจำสูตรอาหารที่ชอบค่ะ วิธีก็ง่ายๆ เลยค่ะ วันแรกที่รู้จักชื่อใคร เราก็พยายามทบทวนชื่อเขาในใจบ่อยๆ อีกวันก็ลองนึกอีกที ถ้ายังจำได้ดีก็เว้นไปอีกสักสองสามวันแล้วค่อยนึกอีกครั้ง ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จะช่วยให้ชื่อนั้นๆ ฝังอยู่ในความจำของเราได้นานขึ้นค่ะ ฉันเคยลองกับชื่อเพื่อนร่วมงานใหม่ๆ แล้วได้ผลดีมากค่ะ จากที่เคยจำชื่อคนไม่ค่อยได้ ตอนนี้แทบจะจำได้หมดเลย รู้สึกภูมิใจในตัวเองเล็กๆ นะคะ การเริ่มต้นจากเรื่องง่ายๆ แบบนี้จะช่วยให้เราคุ้นเคยกับหลักการของ Spaced Repetition และเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ทำให้เรามีกำลังใจที่จะนำไปปรับใช้กับเรื่องที่ใหญ่ขึ้นต่อไปค่ะ
เคล็ดลับการจัดระเบียบข้อมูลให้พร้อมทบทวน
การจะทบทวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อมูลที่เราต้องการจำก็ต้องมีการจัดระเบียบที่ดีด้วยค่ะ จากประสบการณ์ของฉัน การทำแฟลชการ์ด (Flashcards) เป็นวิธีที่เวิร์คที่สุดสำหรับการจัดระเบียบข้อมูลเพื่อใช้กับ Spaced Repetition เลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นคำศัพท์, สูตร, หรือแม้กระทั่งแนวคิดสำคัญๆ การเขียนสิ่งที่เราต้องการจำลงบนแฟลชการ์ด ด้านหนึ่งเป็นคำถามหรือคำศัพท์ อีกด้านหนึ่งเป็นคำตอบหรือความหมาย มันช่วยให้เราสามารถฝึก Active Recall ได้ง่ายขึ้นมากๆ ค่ะ นอกจากแฟลชการ์ดแบบกระดาษแล้ว เดี๋ยวนี้ก็มีแอปพลิเคชันทำแฟลชการ์ดดีๆ เยอะแยะเลยค่ะ ที่สำคัญคือพยายามเขียนข้อมูลให้กระชับ ชัดเจน และตรงประเด็น เพื่อให้ง่ายต่อการทบทวนค่ะ การที่เราใช้เวลาจัดระเบียบข้อมูลตั้งแต่แรก จะช่วยประหยัดเวลาในการทบทวนระยะยาวได้เยอะเลยนะคะ เหมือนกับการที่เราจัดบ้านให้เป็นระเบียบ พอจะหาอะไรก็เจอได้ง่ายๆ ไม่ต้องเสียเวลาควานหาให้เหนื่อยค่ะ ทำให้การเรียนรู้ของเรามีระบบและราบรื่นขึ้นเยอะเลย
Spaced Repetition กับเทคโนโลยี: เพื่อนซี้ตัวใหม่ของการเรียนรู้
แอปพลิเคชันตัวช่วยที่ต้องมีติดเครื่อง
ในยุคดิจิทัลแบบนี้ Spaced Repetition ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การทำแฟลชการ์ดกระดาษอีกต่อไปแล้วค่ะ มีแอปพลิเคชันดีๆ มากมายที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้เราใช้เทคนิคนี้ได้อย่างง่ายดายและมีประสิทธิภาพสูงสุดเลยค่ะ แอปพลิเคชันเหล่านี้จะช่วยคำนวณช่วงเวลาที่เหมาะสมในการทบทวนข้อมูลแต่ละชิ้นให้เราโดยอัตโนมัติ ทำให้เราไม่ต้องมานั่งจดบันทึกหรือจำเองว่าต้องทบทวนอะไรตอนไหนบ้างค่ะ แอปพลิเคชันยอดนิยมที่ฉันเองก็ใช้เป็นประจำและอยากแนะนำก็คือ Anki และ Quizlet ค่ะ Anki เป็นแอปพลิเคชันที่ทรงพลังมากๆ สามารถปรับแต่งได้หลากหลายและมีอัลกอริทึม Spaced Repetition ที่แม่นยำ ส่วน Quizlet ก็ใช้ง่าย มีแฟลชการ์ดสำเร็จรูปให้เลือกเยอะ และมีโหมดการเรียนรู้ที่หลากหลายค่ะ การมีแอปพลิเคชันเหล่านี้ติดเครื่องไว้ เหมือนมีผู้ช่วยส่วนตัวที่คอยจัดระเบียบและเตือนให้เราทบทวนบทเรียนอยู่ตลอดเวลา ทำให้การเรียนรู้ของเราต่อเนื่องและไม่สะดุดเลยค่ะ ลองหามาใช้ดูนะคะ แล้วจะรู้ว่าเทคโนโลยีช่วยให้การเรียนรู้ของเราสนุกขึ้นได้มากแค่ไหน
จาก Anki สู่ AI สุดล้ำ: อนาคตที่ใกล้เข้ามา
นอกเหนือจากแอปพลิเคชันที่เราคุ้นเคยกันดีอย่าง Anki แล้ว เทคโนโลยี Spaced Repetition กำลังก้าวไปไกลกว่านั้นอีกค่ะ เดี๋ยวนี้เริ่มมีการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยพัฒนาอัลกอริทึม Spaced Repetition ให้มีความฉลาดและแม่นยำมากยิ่งขึ้นไปอีกค่ะ AI สามารถวิเคราะห์รูปแบบการเรียนรู้ของเรา, จุดแข็งจุดอ่อน, และแม้กระทั่งสภาพอารมณ์ในแต่ละวัน เพื่อปรับตารางการทบทวนให้เหมาะสมกับเรามากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ค่ะ มันเหมือนกับการมีครูสอนพิเศษส่วนตัวที่เข้าใจเราอย่างลึกซึ้ง และวางแผนการเรียนให้เราแบบรายบุคคลเลยค่ะ ฉันเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้นี้ เราจะได้เห็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้ที่ผสานรวม Spaced Repetition เข้ากับ AI ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งจะทำให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพมากขึ้นไปอีกหลายเท่าตัวเลยล่ะค่ะ ตอนนี้ฉันเองก็กำลังติดตามข่าวสารและลองใช้แพลตฟอร์มใหม่ๆ ที่เริ่มนำ AI มาใช้กับ Spaced Repetition อยู่ค่ะ มันน่าตื่นเต้นมากๆ ที่ได้เห็นว่าเทคโนโลยีจะช่วยยกระดับการเรียนรู้ของเราไปได้ไกลขนาดไหน!
ข้อควรระวังและวิธีแก้ปัญหาในการใช้ Spaced Repetition
เมื่อรู้สึกท้อแท้หรือเบื่อหน่ายทำอย่างไรดี
บางครั้งการใช้ Spaced Repetition ก็อาจจะทำให้เรารู้สึกท้อแท้หรือเบื่อหน่ายได้บ้างนะคะ โดยเฉพาะช่วงแรกๆ ที่เราอาจจะยังไม่คุ้นชินกับการทบทวนบ่อยๆ หรือรู้สึกว่ามีข้อมูลเยอะเกินไปที่ต้องทบทวนค่ะ ฉันเองก็เคยเจอสถานการณ์แบบนี้ค่ะ สิ่งที่ฉันทำคือพยายามปรับลดปริมาณข้อมูลที่ต้องการจำลงในแต่ละวัน ให้มันไม่มากจนเกินไปจนเรารู้สึกท่วมท้นค่ะ ค่อยๆ เริ่มจากน้อยๆ แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นเมื่อเราเริ่มคุ้นเคยแล้ว นอกจากนี้ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทบทวนก็สำคัญนะคะ เช่น การเลือกช่วงเวลาที่เรามีสมาธิมากที่สุดในการทบทวน, การหาที่เงียบๆ ที่ไม่มีสิ่งรบกวน, และการให้รางวัลตัวเองเล็กๆ น้อยๆ เมื่อทำตามตารางได้สำเร็จค่ะ อย่างเช่น ฉันจะให้รางวัลตัวเองด้วยการดื่มกาแฟแก้วโปรดหลังจากทบทวนเสร็จ หรือพักดูซีรีส์สั้นๆ สักตอน การทำแบบนี้จะช่วยสร้างแรงจูงใจและทำให้การทบทวนไม่น่าเบื่ออีกต่อไปค่ะ อย่าลืมว่าการเรียนรู้เป็นการเดินทาง ไม่ใช่การแข่งขันนะคะ ค่อยๆ ไปก็ได้ค่ะ
การปรับเปลี่ยนตารางให้เข้ากับช่วงชีวิต

ชีวิตของเราไม่ได้มีรูปแบบที่ตายตัวใช่ไหมคะ? บางช่วงเราอาจจะยุ่งมาก มีภารกิจที่ต้องทำเยอะแยะ ทำให้ไม่สามารถทบทวนได้ตามตารางที่วางไว้เป๊ะๆ ค่ะ สิ่งสำคัญคือเราต้องยืดหยุ่นค่ะ อย่าเคร่งครัดกับตารางมากเกินไปจนทำให้เรารู้สึกกดดันและเลิกทำไปเลยนะคะ หากวันไหนไม่สามารถทบทวนได้ตามกำหนด ก็แค่เลื่อนไปทบทวนในวันถัดไป หรือถ้าช่วงไหนงานเยอะมากจริงๆ ก็อาจจะลดจำนวนแฟลชการ์ดที่ทบทวนลง หรือเลือกเฉพาะเรื่องที่สำคัญจริงๆ มาทบทวนก่อนค่ะ แอปพลิเคชันอย่าง Anki ก็มีฟังก์ชันให้เรา “เลื่อน” การทบทวนออกไปได้ หรือ “พัก” การ์ดบางชุดไว้ก่อนได้ ซึ่งฉันเองก็ใช้ฟังก์ชันนี้บ่อยๆ ในช่วงที่ชีวิตวุ่นวายค่ะ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการพยายามทำให้การทบทวนเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวันของเราให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ค่ะ ไม่ต้องสมบูรณ์แบบทุกวันก็ได้ ขอแค่ทำอย่างต่อเนื่องเท่าที่จะทำได้ก็พอแล้วค่ะ การปรับเปลี่ยนให้เข้ากับชีวิตจริงของเรา จะทำให้เราสามารถใช้ Spaced Repetition ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวค่ะ
เรื่องเล่าจากประสบการณ์จริง: Spaced Repetition เปลี่ยนฉันไปได้ยังไง
จากคนขี้ลืมสู่คนจำแม่น ที่ใครๆ ก็ทัก
สารภาพเลยนะคะว่าเมื่อก่อนฉันเป็นคนขี้ลืมมากๆ เลยค่ะ ประเภทที่ว่าจำไม่ได้แม้กระทั่งว่าเมื่อวานกินข้าวกับอะไรไป หรือชื่อคนรู้จักที่เพิ่งแนะนำกันไปแป๊บเดียวก็ลืมแล้วค่ะ มันทำให้ฉันรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเองมากๆ เวลาต้องสนทนากับคนอื่น หรือเวลาที่ต้องพรีเซนต์งานก็กลัวจะลืมเนื้อหาสำคัญๆ ค่ะ แต่หลังจากที่ฉันได้รู้จักและนำ Spaced Repetition มาใช้ในชีวิตประจำวันอย่างจริงจัง ก็รู้สึกเหมือนได้รับชีวิตใหม่เลยค่ะ เริ่มแรกฉันใช้กับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างที่เล่าไป พอเห็นผลลัพธ์ที่ดีก็เลยนำมาใช้กับการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ และการจดจำข้อมูลสำหรับงานค่ะ สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือฉันสามารถจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษได้เยอะขึ้นมาก และสามารถนำไปใช้ในการสนทนาได้จริงโดยไม่ต้องพยายามนึกนานๆ ค่ะ เพื่อนๆ ที่ทำงานก็ทักว่าทำไมช่วงนี้ฉันจำรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ได้แม่นยำขึ้นมาก นั่นทำให้ฉันมั่นใจในตัวเองมากขึ้น และกล้าที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มากขึ้นไปอีกค่ะ มันเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมมากจริงๆ ค่ะ ที่ได้เห็นตัวเองเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น
ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวัน
นอกจากเรื่องความจำส่วนบุคคลแล้ว Spaced Repetition ยังส่งผลดีต่อชีวิตประจำวันของฉันในหลายๆ ด้านเลยค่ะ อย่างแรกเลยคือเรื่องการทำงาน จากที่เคยต้องใช้เวลาเตรียมตัวนานมากในการพรีเซนต์งาน เพราะกลัวจะลืมข้อมูลสำคัญ ตอนนี้ฉันใช้เวลาเตรียมตัวน้อยลง แต่กลับจำเนื้อหาได้แม่นยำกว่าเดิมค่ะ ทำให้ฉันมีเวลาไปทำอย่างอื่นได้มากขึ้น และลดความเครียดจากการทำงานลงไปได้เยอะเลยค่ะ นอกจากนี้ยังช่วยให้ฉันสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ได้เร็วขึ้นด้วยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งทักษะการทำอาหาร เพราะฉันสามารถจดจำขั้นตอนและเคล็ดลับต่างๆ ได้ดีขึ้นนั่นเองค่ะ Spaced Repetition ไม่ได้แค่ทำให้ฉันเป็นคนจำเก่งขึ้นเท่านั้น แต่มันยังช่วยให้ฉันเป็นคนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีความสุขกับการเรียนรู้ตลอดชีวิตค่ะ ฉันเชื่อว่าถ้าเพื่อนๆ ได้ลองนำเทคนิคนี้ไปปรับใช้กับตัวเอง ไม่ว่าจะในเรื่องอะไรก็ตาม ก็จะต้องเห็นผลลัพธ์ที่น่าทึ่งเหมือนที่ฉันได้รับมาอย่างแน่นอนค่ะ มันคือเครื่องมือที่ทรงพลังจริงๆ!
ทำไม Spaced Repetition ถึงเป็นมากกว่าแค่การท่องจำธรรมดา
สร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่จำผิวเผิน
หลายคนอาจจะเข้าใจผิดว่า Spaced Repetition ก็ไม่ต่างอะไรกับการท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทอง แค่จำๆ ไปให้มันครบ แต่จากประสบการณ์ที่ฉันได้ใช้จริงจังมาพักใหญ่ๆ ฉันยืนยันได้เลยว่ามันเป็นมากกว่านั้นเยอะค่ะ เพราะการที่เราต้องกลับมาทบทวนข้อมูลเดิมซ้ำๆ ในช่วงเวลาที่เหมาะสม มันไม่ได้แค่เป็นการบังคับให้เราจำได้เท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้สมองของเราได้ประมวลผลและเชื่อมโยงข้อมูลนั้นๆ เข้ากับความรู้เดิมที่เรามีอยู่ค่ะ ยิ่งเราทบทวนบ่อยเท่าไหร่ สมองก็จะยิ่งสร้างเส้นทางเชื่อมโยงที่แข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น ทำให้เราไม่ได้แค่จำได้ว่าสิ่งนี้คืออะไร แต่เราจะเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งว่าทำไมมันถึงเป็นอย่างนั้น และมีความสัมพันธ์กับสิ่งอื่นๆ อย่างไรค่ะ มันเหมือนกับการที่เราได้เรียนรู้เรื่องเดิมซ้ำๆ จากมุมมองที่แตกต่างกันในแต่ละครั้ง ซึ่งทำให้เรามองเห็นภาพรวมที่ชัดเจนขึ้นและเข้าใจในแก่นแท้ของข้อมูลนั้นๆ มากกว่าการจำแค่เปลือกนอกค่ะ
พัฒนาทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง
สิ่งที่ฉันประทับใจที่สุดเกี่ยวกับ Spaced Repetition คือมันไม่ได้แค่ช่วยให้เราจำได้ดีขึ้น แต่ยังช่วยพัฒนา “ทักษะการเรียนรู้” ของเราในภาพรวมด้วยค่ะ การที่เราได้ฝึกฝนการจดจำ, การจัดระเบียบข้อมูล, และการวางแผนการทบทวนอย่างสม่ำเสมอ เหล่านี้ล้วนเป็นทักษะสำคัญที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิตค่ะ ในโลกปัจจุบันที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การที่เราสามารถเรียนรู้และจดจำสิ่งใหม่ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งที่มีค่ามากๆ ค่ะ Spaced Repetition ทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองเป็น “ผู้เรียนรู้” ที่กระตือรือร้นอยู่เสมอ ไม่ใช่แค่คนที่เรียนรู้เพื่อผ่านการสอบเท่านั้น แต่มันคือการเรียนรู้เพื่อเติบโตและพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องค่ะ ไม่ว่าฉันจะอายุเท่าไหร่ หรืออยู่ในช่วงชีวิตไหน ฉันก็มั่นใจว่า Spaced Repetition จะยังคงเป็นเพื่อนร่วมทางที่ดีที่สุดในการเรียนรู้ของฉันอย่างแน่นอนค่ะ มันคือการลงทุนในตัวเองที่คุ้มค่าที่สุดเลยล่ะ!
อนาคตของการเรียนรู้: Spaced Repetition จะพาเราไปไหน
การผสานรวมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่น่าจับตา
อย่างที่ฉันได้เล่าไปบ้างแล้วว่า Spaced Repetition กำลังถูกพัฒนาไปพร้อมกับเทคโนโลยีอย่างไม่หยุดยั้งค่ะ นอกจาก AI ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในการปรับแต่งตารางการทบทวนให้เหมาะสมกับผู้ใช้แต่ละคนแล้ว ฉันเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้ เราจะได้เห็นการผสานรวม Spaced Repetition เข้ากับเทคโนโลยีอื่นๆ อีกมากมายค่ะ เช่น เทคโนโลยี Virtual Reality (VR) หรือ Augmented Reality (AR) ที่จะช่วยสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่สมจริงและน่าจดจำยิ่งขึ้น ทำให้การทบทวนไม่ใช่แค่การนั่งมองแฟลชการ์ด แต่เป็นการจำลองสถานการณ์ที่เราต้องใช้ข้อมูลนั้นๆ จริงๆ ค่ะ ลองนึกภาพดูสิคะว่าเราอาจจะได้ท่องศัพท์ภาษาอังกฤษด้วยการเดินเล่นในเมืองจำลองที่ทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษ แล้วมีคำศัพท์โผล่ขึ้นมาให้เราทบทวนแบบเรียลไทม์! มันน่าตื่นเต้นมากๆ เลยใช่ไหมคะ เทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยให้การเรียนรู้สนุกสนานและมีประสิทธิภาพมากขึ้นไปอีกขั้น ทำให้ Spaced Repetition กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ในอนาคตที่ทุกคนเข้าถึงได้ง่ายและได้ผลจริงค่ะ
Spaced Repetition ในบริบทของการศึกษาและอาชีพยุคใหม่
ฉันมองว่า Spaced Repetition ไม่ใช่แค่เทคนิคการจำส่วนตัวอีกต่อไปแล้วค่ะ แต่กำลังจะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการปฏิรูปการศึกษาและพัฒนาศักยภาพในโลกอาชีพยุคใหม่เลยค่ะ ในภาคการศึกษา การนำ Spaced Repetition มาใช้ในหลักสูตร จะช่วยให้นักเรียนสามารถจดจำเนื้อหาบทเรียนได้อย่างแม่นยำและยาวนานขึ้น ลดภาระการท่องจำแบบเดิมๆ และส่งเสริมความเข้าใจอย่างลึกซึ้งค่ะ ส่วนในโลกอาชีพ บริษัทต่างๆ ก็สามารถนำ Spaced Repetition มาใช้ในการฝึกอบรมพนักงาน เพื่อให้พนักงานสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ และจดจำข้อมูลสำคัญขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการฝึกอบรมด้านการขาย, การบริการลูกค้า, หรือแม้กระทั่งการเรียนรู้กฎระเบียบต่างๆ ค่ะ ฉันเชื่อว่าการลงทุนใน Spaced Repetition คือการลงทุนในทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ และจะช่วยยกระดับทั้งการศึกษาและภาคธุรกิจให้ก้าวหน้าไปอีกขั้นค่ะ มันคืออนาคตของการเรียนรู้ที่ไม่ควรมองข้ามจริงๆ ค่ะ
ส่งท้ายบทความนี้
เพื่อนๆ คะ ฉันหวังว่าเรื่องราวและประสบการณ์ของฉันเกี่ยวกับ Spaced Repetition ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ จะเป็นประโยชน์และสร้างแรงบันดาลใจให้หลายๆ คนได้ลองนำเทคนิคนี้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันนะคะ จากที่เคยเป็นคนขี้ลืมจนรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง ตอนนี้ฉันกล้าพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่า Spaced Repetition ได้เปลี่ยนฉันให้เป็นคนที่มีความจำดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และยังช่วยให้การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เป็นเรื่องที่สนุกและมีประสิทธิภาพมากกว่าที่เคยเป็นมาค่ะมันไม่ใช่แค่การ “ท่องจำ” แต่เป็นการ “สร้างความเข้าใจ” ที่ยั่งยืนและลึกซึ้งในสมองของเราค่ะ ลองเริ่มต้นจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ รอบตัวดูนะคะ แล้วเพื่อนๆ จะได้เห็นผลลัพธ์ที่น่าทึ่งเหมือนที่ฉันได้สัมผัสมาค่ะ การลงทุนในเทคนิคนี้คือการลงทุนในตัวเราเองในระยะยาว ที่จะส่งผลดีต่อชีวิตในทุกๆ ด้าน ทั้งการเรียน การทำงาน และการใช้ชีวิตค่ะ อย่ารอช้าที่จะเปิดประสบการณ์การเรียนรู้แบบใหม่ที่ชาญฉลาดและยั่งยืนไปพร้อมๆ กันนะคะ แล้วคุณจะหลงรักมันเหมือนฉันเลยค่ะ
เกร็ดความรู้ที่ควรรู้
1. เริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ: ไม่จำเป็นต้องเริ่มกับข้อมูลที่ซับซ้อน เลือกจำชื่อคน, วันเกิด, หรือคำศัพท์ง่ายๆ ก่อน เพื่อให้คุ้นเคยกับระบบและเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมค่ะ
2. สร้าง Flashcards ที่มีประสิทธิภาพ: เขียนคำถาม/คำศัพท์ไว้ด้านหนึ่ง และคำตอบ/ความหมายไว้อีกด้านหนึ่งให้กระชับและชัดเจน จะช่วยให้การทำ Active Recall มีประสิทธิภาพสูงสุดค่ะ
3. ผสาน Active Recall เข้าไปด้วย: แทนที่จะแค่อ่านคำตอบ ลองพยายามนึกคำตอบด้วยตัวเองก่อนเสมอ เทคนิคนี้จะช่วยกระตุ้นสมองให้ทำงานหนักขึ้นและสร้างความทรงจำที่แข็งแกร่งกว่าเดิมค่ะ
4. ใช้แอปพลิเคชันช่วยจัดการ: Anki, Quizlet เป็นตัวช่วยที่ดีเยี่ยมในการคำนวณตารางเวลาทบทวนให้เราโดยอัตโนมัติ ทำให้เราไม่ต้องเสียเวลามานั่งจำเองว่าต้องทบทวนอะไรตอนไหนบ้างค่ะ
5. ยืดหยุ่นกับตารางเวลา: ชีวิตไม่ได้มีรูปแบบตายตัวเสมอไป หากวันไหนไม่สามารถทบทวนได้ตามแผนที่วางไว้ ไม่ต้องรู้สึกผิดหรือกดดัน แค่เลื่อนไปทบทวนวันถัดไป หรือปรับลดปริมาณลงตามความเหมาะสมค่ะ
สรุปประเด็นสำคัญ
การทบทวนแบบเว้นระยะ หรือ Spaced Repetition ไม่ใช่แค่เทคนิคการจำธรรมดา แต่เป็นหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่อาศัยการทำงานของสมองเพื่อสร้างความจำระยะยาวที่แข็งแกร่งและยั่งยืนค่ะ สิ่งสำคัญคือการทบทวนข้อมูลในช่วงเวลาที่เรากำลังจะลืม ซึ่งช่วยให้สมองสร้างการเชื่อมโยงข้อมูลที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกว่าการท่องจำแบบเดิมๆ ที่ไม่ค่อยได้ผลค่ะ เทคนิคนี้สามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกเรื่องในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การเรียนรู้ภาษา, การจดจำข้อมูลสำหรับทำงาน, ไปจนถึงการจำชื่อคนรู้จักค่ะ โดยมีตัวช่วยอย่างแอปพลิเคชันต่างๆ ที่ทำให้การจัดการตารางทบทวนเป็นเรื่องง่าย นอกจากนี้ การผสาน Spaced Repetition เข้ากับ Active Recall และการจัดระเบียบข้อมูลที่ดี จะยิ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจำของเราให้มากยิ่งขึ้นค่ะ อย่าลืมว่าความยืดหยุ่นในการปรับใช้ และการให้กำลังใจตัวเองเมื่อรู้สึกท้อแท้ เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราประสบความสำเร็จกับการใช้เทคนิคนี้ในระยะยาวนะคะ Spaced Repetition คือกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกศักยภาพการเรียนรู้ของเราไปอีกขั้นค่ะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖
ถาม: Spaced Repetition คืออะไร แล้วมันช่วยให้เราจำอะไรได้ดีขึ้นได้ยังไงบ้างคะ?
ตอบ: Spaced Repetition หรือ “การทบทวนแบบเว้นระยะ” ก็คือเทคนิคการเรียนรู้ที่เน้นการทบทวนข้อมูลที่เราเรียนรู้ไปแล้วซ้ำๆ แต่ไม่ใช่ทบทวนติดๆ กันนะคะเพื่อนๆ หัวใจสำคัญคือการ “เว้นระยะ” ระหว่างการทบทวนแต่ละครั้งให้ห่างออกไปเรื่อยๆ ค่ะ เหมือนเวลาที่เราเพิ่งเรียนรู้อะไรใหม่ๆ สมองเราจะจำได้ดีในระยะสั้นๆ แต่กราฟความจำก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว (ที่เขาเรียกว่า Forgetting Curve นั่นแหละค่ะ) เทคนิคนี้จะเข้ามาช่วยตรงนี้แหละค่ะ คือพอความจำเราเริ่มเลือนลางไปนิดหน่อย เราก็กลับไปทบทวนอีกครั้ง พอจำได้แล้วก็เว้นระยะให้ห่างขึ้นอีกหน่อยแล้วค่อยทบทวนใหม่ ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ สมองเราก็จะถูกฝึกให้ดึงข้อมูลออกมาใช้ในจังหวะที่ “พอดีๆ” ไม่เร็วไปจนน่าเบื่อ ไม่ช้าไปจนลืมเกลี้ยง การทำแบบนี้จะช่วยผลักข้อมูลจากความจำระยะสั้นให้ย้ายไปเก็บไว้ในคลังความจำระยะยาวของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เราจำสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคำศัพท์ สูตรคณิตศาสตร์ หรือแม้แต่ข้อมูลสำหรับการทำงานได้แม่นยำและติดทนนานกว่าเดิมเยอะเลยค่ะ ฉันลองใช้กับตัวเองแล้วรู้สึกเลยว่ามันเวิร์คมากจริงๆ นะคะ จากที่เคยจำได้แป๊บเดียวก็ลืม ตอนนี้จำได้นานขึ้น ไม่ต้องมานั่งอ่านซ้ำบ่อยๆ เหมือนเมื่อก่อนแล้วค่ะ
ถาม: ทำไมการทบทวนแบบเว้นระยะถึงมีประสิทธิภาพกว่าการอ่านแบบอัดแน่น หรือการอ่านรวดเดียวจนเหนื่อยเลยคะ?
ตอบ: อู้หู นี่เป็นคำถามที่โดนใจฉันมากเลยค่ะเพื่อนๆ เพราะฉันเองก็เคยเป็นสาย “อัดแน่น” มาก่อน คืออ่านหนังสือยาวๆ ข้ามคืนตอนสอบ แต่สุดท้ายก็จำได้แค่ชั่วคราว พอสอบเสร็จก็คืนอาจารย์ไปหมดแล้ว (หัวเราะ) การทบทวนแบบเว้นระยะจะต่างกันตรงที่มันอาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์ของสมองที่เรียกว่า “Spacing Effect” ค่ะ คือสมองเราจะเรียนรู้ได้ดีกว่าเมื่อมีการรับรู้ข้อมูลเป็นระยะๆ ไม่ใช่อัดแน่นทั้งหมดในคราวเดียว การอัดแน่นข้อมูลเยอะๆ หรือที่เรียกว่า Cramming จะทำให้ข้อมูลถูกเก็บไว้ในความจำระยะสั้น ซึ่งมีความจุจำกัดและลืมง่ายมากๆ แถมยังทำให้เรารู้สึกเครียดและเหนื่อยล้าด้วยนะคะ ซึ่งส่งผลเสียต่อการเรียนรู้และการจดจำโดยรวมเลย ในทางกลับกัน การทบทวนแบบเว้นระยะจะช่วยให้สมองมีเวลา “พัก” และ “จัดเก็บ” ข้อมูลเข้าที่เข้าทางได้ดีกว่า ทุกครั้งที่เรากลับไปทบทวน มันเหมือนกับการที่เราไป “ปัดฝุ่น” ให้ข้อมูลนั้นๆ อยู่เสมอ ทำให้ความทรงจำแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ และถูกส่งไปยังความจำระยะยาวค่ะ ที่สำคัญคือมันช่วยให้เราประหยัดเวลาในการอ่านโดยรวมด้วยนะ เพราะเราไม่ต้องเสียเวลามานั่งอ่านซ้ำๆ บ่อยๆ เพียงแค่เราทบทวนในจังหวะที่เหมาะสม ก็จะจำได้ดีกว่าเยอะเลยค่ะ!
ถาม: ถ้าอยากจะเริ่มใช้เทคนิค Spaced Repetition ในชีวิตประจำวันของเราบ้าง ต้องเริ่มต้นยังไงดีคะ แล้วมีแอปพลิเคชันหรือเครื่องมืออะไรที่ช่วยได้บ้างไหม?
ตอบ: ถ้าเพื่อนๆ อยากลองใช้เทคนิคดีๆ แบบนี้ ฉันบอกเลยว่าไม่ยากเลยค่ะ เริ่มต้นง่ายๆ ที่สุดก็คือลองจัดตารางเวลาการทบทวนของตัวเองดูค่ะ
1. จัดตารางเวลาทบทวน: ลองตั้งเป้าหมายว่าหลังจากเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ไปแล้ว จะกลับมาทบทวนอีกครั้งเมื่อไหร่บ้าง เช่น ทบทวนทันทีหลังเรียนจบ, วันถัดไป, ครบ 1 สัปดาห์, และอีกครั้งเมื่อครบ 1 เดือน ระยะเวลาอาจจะปรับเปลี่ยนได้ตามความยากง่ายของเนื้อหานะคะ
2.
ใช้ Flashcards (บัตรคำ): นี่คือเครื่องมือคู่ใจของการทบทวนแบบเว้นระยะเลยค่ะ จะทำเป็นบัตรคำจริงๆ เขียนด้วยมือ หรือใช้แอปพลิเคชันก็ได้ เขียนคำถามด้านหนึ่ง คำตอบอีกด้านหนึ่ง เพื่อฝึก Active Recall หรือการดึงข้อมูลจากความจำของเราเอง
3.
บันทึกสิ่งที่เราเรียนรู้: จดโน้ตสั้นๆ หรือสรุปเนื้อหาสำคัญ เพื่อให้เรามีจุดอ้างอิงเวลาจะกลับมาทบทวนค่ะ
4. ทดสอบตัวเองอยู่เสมอ: ลองทำแบบทดสอบเล็กๆ น้อยๆ หรือพยายามอธิบายเนื้อหาให้คนอื่นฟัง (หรือแม้แต่พูดกับตัวเองก็ได้นะ!) การได้ “สอน” หรือ “อธิบาย” จะช่วยให้เราเข้าใจและจดจำได้ดีที่สุดเลยค่ะส่วนเรื่องแอปพลิเคชันนี่เยอะแยะเลยค่ะที่ช่วยเรื่อง Spaced Repetition ได้ดีมากๆ ที่ฉันเห็นคนนิยมใช้กันเยอะๆ ก็จะมี Anki ที่เป็นแอป Flashcard สุดคลาสสิก ปรับแต่งได้ละเอียดมากๆ หรือถ้าชอบแบบใช้ง่ายๆ ก็มี Quizlet, Memoo หรือ RemNote ที่ช่วยสร้าง Flashcard และจัดการการทบทวนให้เราโดยอัตโนมัติ บางแอปอย่าง Space Flashcards ก็มีฟีเจอร์ AI ช่วยสร้าง Flashcard จากรูปภาพได้ด้วย ถ้าใครเรียนภาษา Pimsleur ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีค่ะ ลองเลือกดูที่เหมาะกับสไตล์การเรียนของตัวเองนะคะ บอกเลยว่าพอได้ลองใช้แล้ว ชีวิตการเรียนรู้ของเราจะเปลี่ยนไปเลยค่ะ ดีงามจริงๆ!






