อยากจำได้นาน? 7 เคล็ดลับการใช้ระบบทบทวนแบบเว้นระยะให้ได้ผลจริง

webmaster

간격 반복 시스템의 적용 분야 - **"Understanding the Forgetting Curve with Spaced Repetition"**: A brightly lit, minimalist study ro...

เคยไหมคะ? อ่านหนังสือแทบตาย ทำความเข้าใจอย่างดี แต่พอผ่านไปไม่กี่วันก็เหมือนสมองรีเซ็ตใหม่หมด! ข้อมูลที่อุตส่าห์ทุ่มเทท่องจำไปกลับอันตรธานหายไปกับสายลมซะอย่างนั้น ถ้าพยักหน้าหงึกๆ ล่ะก็ คุณไม่ได้อยู่คนเดียวนะคะ แป้งเองก็เคยเจอปัญหานี้มาตลอด จนกระทั่งได้มาเจอ “ระบบการทบทวนแบบเว้นระยะ” หรือ Spaced Repetition System นั่นแหละค่ะ ชีวิตการเรียนรู้ก็เปลี่ยนไปเลยเทคนิคนี้ไม่ใช่แค่ช่วยให้เราจำแม่นขึ้นเท่านั้นนะ แต่ยังช่วยให้เราจำได้นานแบบไม่น่าเชื่อ ประหยัดเวลา ไม่ต้องมานั่งอัดเนื้อหาซ้ำไปซ้ำมาให้เหนื่อยเหมือนเมื่อก่อนเลยล่ะค่ะ โดยเฉพาะยุคนี้ที่ข้อมูลไหลบ่าเข้ามาไม่หยุด เรายิ่งต้องการเครื่องมือที่ช่วยบริหารจัดการความจำให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และเทคนิคนี้แหละค่ะที่ตอบโจทย์มากๆ แถมตอนนี้ยังมีแอปพลิเคชันฉลาดๆ ที่ใช้ AI มาช่วยให้การทบทวนง่ายกว่าเดิมอีกเยอะเลยนะ จากที่แป้งเองก็เคยเป็นคนขี้ลืมสุดๆ พอได้ลองใช้เทคนิคนี้กับวิชาที่ต้องจำเยอะๆ อย่างภาษาไทยหรือวิชาเตรียมสอบต่างๆ บอกเลยว่าชีวิตการเรียนง่ายขึ้นเป็นกองเลยค่ะ อยากรู้ไหมคะว่าระบบนี้ทำงานยังไง มีแอปอะไรน่าใช้บ้าง แล้วจะเอาไปปรับใช้กับชีวิตประจำวันยังไงให้ได้ผลลัพธ์ปังๆ?

มาค่ะ แป้งจะเล่าให้ฟังแบบหมดเปลือกในบทความนี้เลย!

ทำความเข้าใจหัวใจสำคัญของ Spaced Repetition: ทำไมมันถึงเวิร์ก?

간격 반복 시스템의 적용 분야 - **"Understanding the Forgetting Curve with Spaced Repetition"**: A brightly lit, minimalist study ro...

สวัสดีค่ะทุกคน! แป้งเชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยเจอสถานการณ์แบบแป้งใช่ไหมคะ? คืออ่านหนังสือไปแล้วก็จริง แต่พอผ่านไปไม่กี่วันก็ลืมซะสนิท! เหมือนสมองมีปุ่มรีเซ็ตอยู่ยังไงยังงั้นแหละค่ะ แป้งเองก็เคยท้อแท้กับการเรียนรู้มากๆ เลยนะ เพราะรู้สึกว่าไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน เนื้อหาก็ไม่ยอมอยู่ในหัวนานๆ สักที จนกระทั่งได้มาเจอพระเอกของเราในวันนี้ นั่นก็คือ “ระบบการทบทวนแบบเว้นระยะ” หรือ Spaced Repetition System นี่แหละค่ะ ต้องบอกเลยว่ามันเปลี่ยนวิธีที่แป้งเรียนรู้ไปอย่างสิ้นเชิงเลยนะ จากที่เคยต้องมานั่งอัดข้อมูลซ้ำๆ วนไปวนมาให้เหนื่อยสุดๆ ตอนนี้แป้งกลับรู้สึกว่าการเรียนรู้มันง่ายขึ้นเยอะ แถมยังจำได้แม่นขึ้นและนานขึ้นอีกต่างหาก เหมือนมีเวทมนตร์ยังไงยังงั้นเลยค่ะ หลักการทำงานของมันก็แสนจะฉลาดล้ำ ลองนึกภาพเส้นโค้งแห่งการลืมเลือนดูนะคะ ยิ่งเวลาผ่านไป เราก็จะยิ่งลืมข้อมูลที่เราเรียนมา แป้งเองก็เป็นแบบนั้นแหละค่ะ แต่ระบบนี้เข้ามาช่วยจัดการช่วงเวลาที่เราควรจะทบทวนได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ ทำให้สมองของเราค่อยๆ ซึมซับข้อมูลไปทีละนิดๆ ไม่ใช่การยัดเยียดแบบเดิมๆ ที่ไม่ค่อยได้ผลในระยะยาว แล้วพอเรากลับมาทบทวนในจังหวะที่เกือบจะลืมพอดี มันจะช่วยเสริมสร้างความทรงจำให้แข็งแรงขึ้นไปอีกขั้น บอกเลยว่าใครที่กำลังประสบปัญหาจำอะไรไม่ค่อยได้ หรืออ่านเท่าไหร่ก็ลืม ลองเปิดใจให้ Spaced Repetition ดูนะคะ แล้วจะรู้ว่ามันดีขนาดไหน!

เส้นโค้งแห่งการลืมเลือน: ศัตรูตัวฉกาจของความจำ

เคยสงสัยไหมคะว่าทำไมเราถึงลืม? จริงๆ แล้วมันมีทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์รองรับนะคะ นั่นคือ “เส้นโค้งแห่งการลืมเลือน” ที่นักจิตวิทยาชาวเยอรมันชื่อ แฮร์มันน์ เอ็บบิงเฮาส์ ค้นพบไว้ตั้งแต่สมัยก่อนนู้นเลยค่ะ แป้งตอนแรกก็ไม่เข้าใจหรอกว่ามันคืออะไร แต่พอได้ศึกษาจริงๆ จังๆ ก็ถึงบางอ้อเลยค่ะ ว่าสมองของเราเนี่ยมันออกแบบมาให้ลืมข้อมูลที่ไม่ค่อยได้ใช้ เพื่อให้มีพื้นที่สำหรับข้อมูลใหม่ๆ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาตินะคะ แต่สำหรับคนเรียนหรือคนที่ต้องการจำอะไรเยอะๆ แบบแป้งแล้ว มันคือปัญหาใหญ่เลยค่ะ เพราะถ้าเราไม่ทบทวนเลย ข้อมูลที่เราเพิ่งจะเรียนรู้ไปใหม่ๆ ก็จะค่อยๆ จางหายไปจากความทรงจำอย่างรวดเร็วในช่วงแรกๆ แล้วก็จะช้าลงหลังจากนั้น ซึ่งเส้นโค้งนี้เองที่เป็นตัวบอกเราว่าเราควรจะทบทวนเมื่อไหร่ และ Spaced Repetition System นี่แหละค่ะที่เข้ามาจัดการตรงจุดนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม มันเหมือนมีคนคอยบอกเราว่า “ตอนนี้แหละ ถึงเวลาต้องดูอีกครั้งแล้วนะ” พอเราทบทวนในจังหวะที่สมองกำลังจะลืม มันจะทำให้ข้อมูลนั้นถูกย้ายไปเก็บไว้ในหน่วยความจำระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ต้องมานั่งเสียเวลาจำใหม่ตั้งแต่ต้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเลยค่ะ แป้งยืนยันเลยว่าเทคนิคนี้ช่วยประหยัดเวลาการเรียนของแป้งไปได้เยอะมากจริงๆ!

หลักการทำงานแบบฉบับเข้าใจง่าย

หลายคนอาจจะคิดว่าชื่อ “Spaced Repetition System” ฟังดูซับซ้อนใช่ไหมคะ? แต่จริงๆ แล้วหลักการทำงานของมันเข้าใจง่ายมากๆ เลยค่ะ ลองจินตนาการแบบนี้นะคะ สมมติว่าวันนี้เราจำคำศัพท์ภาษาไทยใหม่ได้ 10 คำ พอผ่านไป 1 วัน เราก็กลับมาทบทวน 10 คำนั้นอีกครั้ง ทีนี้พอจำได้แล้ว แทนที่จะทบทวนพรุ่งนี้อีก แป้งจะรอไปอีก 3 วันค่อยทบทวน พอจำได้อีก ก็รอไปอีก 7 วัน แล้วค่อยเป็น 14 วัน หรือ 30 วันตามลำดับค่ะ เห็นภาพไหมคะ? คือการเว้นระยะเวลาการทบทวนให้ห่างออกไปเรื่อยๆ นั่นเองค่ะ หัวใจสำคัญคือเราจะทบทวนในจังหวะที่สมองกำลังจะลืมพอดี ไม่ใช่ตอนที่ลืมไปแล้วจนต้องมานั่งจำใหม่ทั้งหมด หรือไม่ใช่ตอนที่ยังจำได้แม่นจนเสียเวลาทบทวนโดยไม่จำเป็นนั่นเองค่ะ ซึ่งการทำแบบนี้ซ้ำๆ จะทำให้ข้อมูลที่เราต้องการจำนั้นค่อยๆ ฝังลึกเข้าไปในความทรงจำระยะยาวของเราโดยอัตโนมัติ เหมือนกับการสร้างเส้นทางในสมองให้แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ น่ะค่ะ แป้งลองใช้กับวิชาที่ต้องจำเนื้อหาเยอะๆ อย่างพวกประวัติศาสตร์ไทย หรือศัพท์เฉพาะทางการแพทย์มาแล้ว คือมันดีงามมากจริงๆ นะคะ จากที่เคยต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงกับการทบทวน ตอนนี้ใช้เวลาน้อยลงแต่ผลลัพธ์ดีกว่าเดิมเยอะเลยค่ะ ใครที่อยากจำอะไรให้ได้นานๆ แบบไม่เปลืองแรง บอกเลยว่าต้องลอง!

พลิกโฉมการเรียนรู้ภาษาและคำศัพท์ให้จำได้ไม่ลืม

สำหรับคนรักการเรียนภาษาอย่างแป้งแล้ว การจำคำศัพท์ ไวยากรณ์ หรือสำนวนใหม่ๆ ถือเป็นความท้าทายอันดับต้นๆ เลยค่ะ เคยไหมคะที่เจอคำศัพท์ใหม่แล้วจดใส่สมุดอย่างดี ตั้งใจจำสุดๆ แต่พอผ่านไปไม่กี่วันก็ลืมไปซะแล้ว? แป้งเองก็เป็นแบบนั้นตลอดเลยค่ะ จนบางทีก็รู้สึกท้อแท้ว่าทำไมตัวเองถึงจำอะไรไม่ค่อยได้เลยนะ แต่พอได้นำ Spaced Repetition มาปรับใช้กับการเรียนภาษาไทยเท่านั้นแหละค่ะ โลกของการเรียนรู้ภาษาของแป้งก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเลยนะ จากที่เคยต้องใช้เวลานานมากๆ ในการท่องศัพท์ทีละเป็นร้อยๆ คำ ตอนนี้แป้งรู้สึกว่ามันจำได้ง่ายขึ้นและติดหัวได้นานขึ้นมากๆ เลยค่ะ ไม่ต้องมานั่งรู้สึกผิดที่ลืมคำที่เพิ่งเรียนไปอีกแล้วค่ะ ที่สำคัญคือมันไม่ได้ช่วยแค่การจำคำศัพท์อย่างเดียวนะคะ แต่ยังช่วยให้เราจำโครงสร้างประโยค ไวยากรณ์ที่ซับซ้อน หรือแม้แต่โทนเสียงที่แตกต่างกันในภาษาไทยได้อย่างเป็นระบบมากขึ้นอีกด้วยค่ะ เหมือนมีผู้ช่วยส่วนตัวที่คอยจัดตารางทบทวนให้เราแบบอัตโนมัติเลยน่ะค่ะ ทำให้การเรียนภาษากลายเป็นเรื่องสนุกและมีประสิทธิภาพ ไม่ต้องมานั่งฝืนตัวเองอีกต่อไปแล้ว ใครที่กำลังเรียนภาษาไทยหรือภาษาอื่นๆ อยู่ แล้วรู้สึกว่าจำไม่ค่อยได้ แป้งแนะนำให้ลองใช้เทคนิคนี้ดูนะคะ รับรองว่าจะติดใจเหมือนแป้งแน่นอนค่ะ

จากคนจำศัพท์ยาก สู่ผู้เชี่ยวชาญภาษา

เมื่อก่อนแป้งเป็นคนนึงที่เรียกได้ว่า ‘หัวไม่ไปทางภาษา’ เลยก็ว่าได้ค่ะ พยายามจำคำศัพท์ภาษาไทยเท่าไหร่ก็รู้สึกว่ามันไม่ยอมเข้าหัวสักที จนบางทีก็คิดว่าตัวเองคงไม่มีพรสวรรค์ทางด้านนี้แน่ๆ เลยค่ะ แต่พอได้ลองนำ Spaced Repetition มาใช้กับ Flashcards ที่แป้งทำขึ้นเองเท่านั้นแหละค่ะ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเลย จากที่เคยต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆ ในการท่องศัพท์เพียงไม่กี่สิบคำ ตอนนี้แป้งสามารถจำคำศัพท์ใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำขึ้นมากๆ ค่ะ เทคนิคนี้ช่วยให้แป้งสามารถจัดหมวดหมู่คำศัพท์ที่ยังจำไม่ได้ดีพอให้กลับมาทบทวนบ่อยขึ้น ในขณะที่คำไหนที่จำได้ขึ้นใจแล้ว ก็จะถูกเว้นระยะการทบทวนให้ห่างออกไป ทำให้แป้งใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่าที่สุด ไม่ต้องมาเสียเวลากับคำที่จำได้แล้วโดยไม่จำเป็นค่ะ มันเหมือนกับมีสมองอีกส่วนคอยบริหารจัดการความจำให้แป้งเลยค่ะ ตอนนี้แป้งกล้าพูดเลยว่าการเรียนภาษาไทยไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้วค่ะ แถมยังทำให้รู้สึกมั่นใจในการสื่อสารภาษาไทยในชีวิตประจำวันมากขึ้นด้วยนะ เพราะเรามีคลังคำศัพท์ที่แข็งแรงรองรับอยู่ตลอดเวลา ใครที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนจำศัพท์ยาก ลองให้ Spaced Repetition เป็นตัวช่วยดูนะคะ แล้วคุณจะทึ่งกับผลลัพธ์ที่ได้เลยล่ะค่ะ

เคล็ดลับการใช้กับไวยากรณ์และสำนวน

นอกจากการจำคำศัพท์แล้ว Spaced Repetition ยังสามารถนำมาใช้กับการเรียนไวยากรณ์และสำนวนภาษาไทยได้อย่างยอดเยี่ยมเลยนะคะ แป้งเองก็ใช้วิธีนี้ในการทำความเข้าใจโครงสร้างประโยคที่ซับซ้อน หรือสำนวนไทยที่บางทีความหมายก็ไม่ได้ตรงตัวเป๊ะๆ ค่ะ วิธีการคือแป้งจะสร้าง Flashcards ที่ด้านหนึ่งเป็นกฎไวยากรณ์หรือสำนวนนั้นๆ ส่วนอีกด้านหนึ่งก็จะเป็นตัวอย่างประโยค หรือคำอธิบายแบบง่ายๆ ที่ทำให้เราเข้าใจบริบทการใช้งานค่ะ แล้วก็ให้แอปพลิเคชัน Spaced Repetition ช่วยจัดการตารางการทบทวนให้เรา เหมือนที่เราใช้กับคำศัพท์เลยค่ะ การทำแบบนี้จะช่วยให้เราไม่เพียงแต่จำกฎไวยากรณ์ได้เท่านั้น แต่ยังเข้าใจวิธีการนำไปใช้จริงในสถานการณ์ต่างๆ ด้วยค่ะ แป้งรู้สึกว่ามันช่วยให้แป้งสามารถแต่งประโยคภาษาไทยได้ถูกต้องและเป็นธรรมชาติมากขึ้น จากที่เคยสับสนกับการวางคำ หรือการใช้คำเชื่อม ตอนนี้ก็รู้สึกว่ามันง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ และที่สำคัญคือ มันทำให้แป้งกล้าที่จะใช้ภาษาไทยในการสนทนามากขึ้น เพราะรู้สึกมั่นใจในความถูกต้องของไวยากรณ์และสำนวนที่เราใช้ค่ะ ใครที่อยากพัฒนาทักษะภาษาไทยแบบรอบด้าน ทั้งคำศัพท์ ไวยากรณ์ และสำนวน แป้งแนะนำให้ลองเอา Spaced Repetition ไปปรับใช้ดูนะคะ แล้วจะรู้ว่ามันมีพลังมากแค่ไหนจริงๆ!

Advertisement

สอบเมื่อไหร่ก็พร้อม! เคล็ดลับเพิ่มประสิทธิภาพการเตรียมสอบ

เชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยผ่านช่วงเวลาการเตรียมสอบที่แสนจะโหดหินมาแล้วใช่ไหมคะ? ทั้งการอัดอ่านหนังสือในโค้งสุดท้าย การอดหลับอดนอนเพื่อจำข้อมูลให้ได้มากที่สุด แป้งเองก็เป็นหนึ่งในนั้นค่ะ จำได้เลยว่าตอนเรียนมหาวิทยาลัย เคยต้องอ่านหนังสือแบบข้ามคืนเพื่อสอบวิชาที่ยากๆ แล้วพอสอบเสร็จก็เหมือนข้อมูลทั้งหมดมันหายไปจากสมองเลยค่ะ นั่นเป็นเพราะการอ่านแบบอัดๆ เข้าไปในระยะเวลาสั้นๆ นั้น สมองจะจดจำได้แค่ชั่วคราวเท่านั้นค่ะ ไม่ได้ถูกย้ายไปเก็บไว้ในหน่วยความจำระยะยาวอย่างแท้จริง แต่หลังจากที่แป้งได้รู้จักและนำ Spaced Repetition มาใช้ในการเตรียมสอบทุกๆ ครั้ง ไม่ว่าจะเป็นสอบวิชาในโรงเรียน สอบวัดระดับภาษาไทย หรือแม้แต่การเตรียมสอบใบประกอบวิชาชีพต่างๆ แป้งรู้สึกว่ามันทำให้การเตรียมตัวสอบเป็นเรื่องที่ผ่อนคลายขึ้นเยอะเลยค่ะ ไม่ต้องเครียดกับการต้องจำทุกอย่างในเวลาจำกัดอีกต่อไปแล้ว เพราะเรามีการทบทวนอย่างสม่ำเสมอในระยะเวลาที่เหมาะสม ทำให้ข้อมูลต่างๆ ถูกจัดเก็บอย่างเป็นระบบในสมอง และเมื่อถึงวันสอบจริงๆ เราก็สามารถดึงข้อมูลเหล่านั้นออกมาใช้ได้อย่างง่ายดายและมั่นใจค่ะ เหมือนกับการมีคลังความรู้ที่พร้อมใช้งานอยู่ตลอดเวลาเลยนะคะ ที่สำคัญคือมันช่วยลดความกังวลและความเครียดที่มาพร้อมกับการสอบไปได้อย่างมหาศาลเลยล่ะค่ะ ใครที่กำลังอยู่ในช่วงเตรียมสอบ ห้ามพลาดเทคนิคนี้เด็ดขาดเลยนะคะ!

หยุดอัดอ่านนาทีสุดท้าย เริ่มทบทวนอย่างฉลาด

แป้งอยากจะบอกทุกคนเลยค่ะว่า การอัดอ่านหนังสือในนาทีสุดท้าย หรือที่เรียกว่า ‘Cramming’ นั้น ไม่ใช่วิธีที่มีประสิทธิภาพในการเตรียมสอบเลยนะคะ แม้ว่าบางครั้งอาจจะทำให้เราสอบผ่านไปได้ แต่ข้อมูลเหล่านั้นมักจะถูกลืมไปอย่างรวดเร็วหลังจากการสอบค่ะ ซึ่งหมายความว่าเราเสียเวลาและพลังงานไปโดยเปล่าประโยชน์ และไม่ได้เก็บเกี่ยวความรู้ที่แท้จริงไว้กับตัวเลยค่ะ แป้งเองก็เคยตกหลุมพรางนี้มาแล้วหลายครั้ง จนกระทั่งได้เรียนรู้จาก Spaced Repetition ว่าการทบทวนอย่างสม่ำเสมอและถูกจังหวะต่างหากค่ะ คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในการจำเนื้อหาเพื่อการสอบ ไม่ต้องรอให้ถึงก่อนสอบค่อยมาอ่าน แต่เป็นการแบ่งเนื้อหาออกเป็นส่วนๆ แล้วทบทวนตามตารางเวลาที่ระบบกำหนด ซึ่งอาจจะเริ่มจากทบทวนบ่อยๆ ในช่วงแรก แล้วค่อยๆ เว้นระยะห่างออกไปเรื่อยๆ ค่ะ การทำแบบนี้ช่วยให้สมองของเราค่อยๆ ซึมซับข้อมูลอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องถูกบังคับให้รับข้อมูลจำนวนมากในเวลาอันสั้น ทำให้ความรู้ที่ได้ติดแน่นทนนานกว่าเยอะเลยค่ะ แถมยังช่วยให้เรามีเวลาพักผ่อนมากขึ้น ไม่ต้องอดหลับอดนอนก่อนสอบอีกต่อไปแล้ว เพราะเรามีการเตรียมตัวที่ดีมาตลอด ใครที่อยากเลิกพฤติกรรมการอ่านแบบหามรุ่งหามค่ำ แป้งขอแนะนำให้หันมาใช้ Spaced Repetition อย่างจริงจังดูนะคะ แล้วจะรู้ว่าการเรียนเพื่อสอบมันง่ายกว่าที่คิดเยอะเลย!

สร้างแผนการทบทวนส่วนตัวสำหรับทุกสนามสอบ

สิ่งหนึ่งที่แป้งชอบมากๆ เกี่ยวกับ Spaced Repetition ก็คือมันสามารถปรับใช้ให้เข้ากับเนื้อหาและสนามสอบที่แตกต่างกันได้อย่างยืดหยุ่นเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการสอบภาษาไทย สอบประวัติศาสตร์ หรือสอบวิชาชีพเฉพาะทาง เราสามารถสร้างแผนการทบทวนส่วนตัวของเราขึ้นมาได้เลยค่ะ วิธีการก็คือ ให้เราแบ่งเนื้อหาที่จะสอบออกเป็นหัวข้อเล็กๆ หรือเป็นคำถาม-คำตอบ แล้วสร้างเป็น Flashcards ค่ะ จากนั้นก็ใช้แอปพลิเคชัน Spaced Repetition ที่เราเลือกมาช่วยจัดการตารางการทบทวนให้เราค่ะ แอปพลิเคชันพวกนี้จะฉลาดพอที่จะรู้ว่าเราควรทบทวนหัวข้อไหนเมื่อไหร่ โดยอิงจากประสิทธิภาพในการจดจำของเราเองค่ะ ถ้าเราตอบถูกบ่อยๆ แอปก็จะเว้นระยะการทบทวนให้ห่างออกไป แต่ถ้าเราตอบผิดบ่อยๆ ก็จะนำกลับมาทบทวนให้บ่อยขึ้นค่ะ มันเหมือนมีติวเตอร์ส่วนตัวที่รู้ใจเรามากๆ เลยนะคะ แป้งใช้เทคนิคนี้ในการเตรียมสอบหลายครั้งแล้วค่ะ และบอกเลยว่ามันช่วยให้แป้งสามารถครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมดได้อย่างทั่วถึง และมั่นใจว่าจำได้แม่นจริงๆ ไม่ใช่แค่จำได้ลางๆ เท่านั้นเองค่ะ ใครที่กำลังมองหาวิธีการเตรียมสอบที่ทำให้รู้สึกสบายใจและได้ผลลัพธ์ที่ดี แป้งแนะนำให้ลองสร้างแผนการทบทวนส่วนตัวด้วย Spaced Repetition ดูนะคะ รับรองว่าวันสอบคุณจะรู้สึกพร้อมกว่าที่เคยแน่นอน!

สร้างนิสัยใหม่ๆ หรือเลิกพฤติกรรมเดิมๆ ด้วยพลังของ Spaced Repetition

ใครจะไปคิดว่า Spaced Repetition ที่เราใช้กันเพื่อการเรียนรู้ จะสามารถนำมาปรับใช้กับการสร้างนิสัยใหม่ๆ หรือแม้แต่การเลิกพฤติกรรมที่ไม่ดีได้ด้วยนะคะ? แป้งเองก็เพิ่งมารู้จักการประยุกต์ใช้ในด้านนี้เมื่อไม่นานมานี้เองค่ะ และต้องบอกเลยว่ามันว้าวมากๆ เลยนะ! เรามักจะคิดว่าการสร้างนิสัยใหม่ๆ เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า และหลายครั้งเราก็ล้มเลิกไปกลางคันเพราะรู้สึกว่ามันยากเกินไปใช่ไหมคะ? แต่จริงๆ แล้ว สมองของเราก็ต้องการการทบทวนเช่นเดียวกันกับการเรียนรู้เลยค่ะ การที่เราทำอะไรซ้ำๆ อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยสร้างเส้นทางประสาทใหม่ๆ ในสมองให้แข็งแรงขึ้น และนั่นแหละค่ะคือนิสัยที่เราต้องการ แป้งลองใช้ Spaced Repetition ในการเตือนตัวเองให้ดื่มน้ำให้มากขึ้นในแต่ละวัน หรือการฝึกนั่งสมาธิเพียงไม่กี่นาทีต่อวันค่ะ โดยการสร้าง Flashcards ง่ายๆ ที่ด้านหนึ่งเขียนว่า “ดื่มน้ำให้พอ” หรือ “นั่งสมาธิ 10 นาที” แล้วอีกด้านหนึ่งก็เป็นคำว่า “ทำแล้ว!” ค่ะ จากนั้นก็ใช้แอปช่วยในการจัดการตารางการเตือน เพื่อให้เราได้รับการเตือนในจังหวะที่เหมาะสม ไม่บ่อยจนน่ารำคาญ แต่ก็ไม่ห่างจนลืมไปเลยค่ะ การทำแบบนี้ช่วยให้แป้งสามารถค่อยๆ สร้างนิสัยที่ดีได้อย่างเป็นธรรมชาติ และรู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้นเยอะเลยค่ะ ใครที่กำลังอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้น แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง ลองเอา Spaced Repetition ไปปรับใช้ดูนะคะ แล้วคุณจะเห็นผลลัพธ์ที่ไม่น่าเชื่อเลยล่ะค่ะ

เมื่อ Spaced Repetition ไม่ใช่แค่เรื่องเรียน

ตอนแรกแป้งก็คิดเหมือนหลายๆ คนนั่นแหละค่ะว่า Spaced Repetition ก็คงเป็นแค่เทคนิคการเรียนรู้เอาไว้ใช้กับการสอบเท่านั้น แต่พอได้ศึกษาและลองนำไปปรับใช้จริงในชีวิตประจำวัน แป้งก็พบว่ามันมีประโยชน์มากกว่านั้นเยอะเลยค่ะ มันสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการสร้างหรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเราได้เลยนะ ลองคิดดูสิคะ ถ้าเราอยากจะออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ แต่เรามักจะลืมหรือขี้เกียจที่จะเริ่มต้น การใช้ Flashcards ในแอป Spaced Repetition มาช่วยเตือนเราในจังหวะที่เหมาะสม จะทำให้เราค่อยๆ ซึมซับพฤติกรรมการออกกำลังกายให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันได้อย่างง่ายดายค่ะ แป้งเองก็ใช้มันในการเตือนตัวเองให้โทรหาคุณพ่อคุณแม่บ่อยขึ้น หรือแม้กระทั่งการเรียนรู้ที่จะจัดการกับอารมณ์ของตัวเองในสถานการณ์ที่ตึงเครียดค่ะ มันเหมือนเป็นการฝึกฝนสมองให้คุ้นชินกับสิ่งที่เราอยากจะทำ หรืออยากจะเป็น และด้วยการทบทวนที่ไม่บ่อยเกินไป ไม่ห่างเกินไป ทำให้เราไม่รู้สึกกดดันหรือเบื่อหน่ายที่จะทำสิ่งนั้นๆ ค่ะ แป้งรู้สึกว่ามันเป็นเทคนิคที่ช่วยให้เราควบคุมชีวิตตัวเองได้มากขึ้น และสามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างรอบด้านจริงๆ ค่ะ

เปลี่ยนสมองให้เป็นพันธมิตรในการสร้างพฤติกรรมที่ดี

บ่อยครั้งที่เราพยายามจะสร้างนิสัยที่ดี แต่ก็มักจะล้มเหลวเพราะเรามองว่ามันเป็นเรื่องของการบังคับตัวเองใช่ไหมคะ? แต่ Spaced Repetition จะเข้ามาเปลี่ยนมุมมองตรงนี้เลยค่ะ มันไม่ใช่การบังคับ แต่เป็นการ “ฝึกฝนสมอง” ของเราให้คุ้นชินและยอมรับพฤติกรรมที่เราต้องการจะสร้าง แป้งรู้สึกว่ามันเหมือนกับการที่เราค่อยๆ ปลูกต้นไม้ค่ะ ไม่ใช่การหว่านเมล็ดแล้วคาดหวังว่ามันจะโตขึ้นมาทันที แต่เป็นการรดน้ำ พรวนดิน ดูแลอย่างสม่ำเสมอในระยะเวลาที่เหมาะสม และเมื่อถึงเวลา ต้นไม้นั้นก็จะเติบโตอย่างแข็งแรง Spaced Repetition ก็ทำงานคล้ายๆ กันค่ะ โดยการที่เราได้รับการเตือนหรือทบทวนถึงพฤติกรรมที่เราอยากจะสร้างในจังหวะที่เหมาะสม มันจะช่วยเสริมสร้างเส้นทางประสาทในสมองที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมนั้นให้แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมันกลายเป็น ‘นิสัย’ ที่เราทำไปโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องฝืนตัวเองอีกต่อไปค่ะ แป้งลองใช้มันในการเลิกพฤติกรรมการกินขนมหวานตอนดึกๆ โดยการสร้าง Flashcards ที่เตือนตัวเองถึงผลเสียของการกินขนมดึกๆ และผลดีของการงดขนมหวาน ซึ่งช่วยได้ดีมากๆ เลยค่ะ จากที่เคยห้ามใจไม่ได้ ตอนนี้กลับรู้สึกว่ามันควบคุมตัวเองได้ง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ เพราะสมองของเราถูกฝึกมาให้เลือกทำในสิ่งที่ดีแล้วนั่นเองค่ะ!

Advertisement

เครื่องมือคู่ใจยุคดิจิทัล: แอปพลิเคชัน Spaced Repetition ที่แป้งแนะนำ

간격 반복 시스템의 적용 분야 - **"Language Learning on the Go with a Spaced Repetition App"**: A vibrant, contemporary cafe scene, ...

ในยุคดิจิทัลแบบนี้ การจะนำ Spaced Repetition มาใช้ในชีวิตประจำวันไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้วค่ะ เพราะมีแอปพลิเคชันดีๆ มากมายที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อรองรับเทคนิคนี้โดยเฉพาะ ซึ่งแต่ละแอปก็จะมีจุดเด่นและฟังก์ชันการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป แป้งเองก็ได้ลองใช้มาแล้วหลายแอปเลยค่ะ และต้องบอกเลยว่าแอปพลิเคชันเหล่านี้แหละค่ะที่เป็นเหมือนผู้ช่วยส่วนตัวที่ทำให้การเรียนรู้และการทบทวนของเรามีประสิทธิภาพขึ้นเป็นเท่าตัว ไม่ต้องมานั่งจดตารางทบทวนเองให้ยุ่งยากอีกต่อไปแล้ว เพราะแอปจะทำหน้าที่คำนวณช่วงเวลาการทบทวนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเราโดยอัตโนมัติ ทำให้เราสามารถโฟกัสไปที่เนื้อหาได้เต็มที่ ไม่ต้องกังวลเรื่องการจัดการตารางเลยค่ะ บางแอปก็มีฟังก์ชันที่ช่วยให้เราสร้าง Flashcards ได้อย่างง่ายดาย มีภาพประกอบ เสียง หรือแม้แต่วิดีโอ เพื่อช่วยให้การเรียนรู้สนุกและน่าสนใจมากยิ่งขึ้นค่ะ สำหรับใครที่เพิ่งเริ่มต้น แป้งแนะนำให้ลองเลือกแอปพลิเคชันที่ใช้งานง่ายและมีอินเทอร์เฟซที่ถูกใจเราก่อนนะคะ แล้วค่อยๆ ปรับการใช้งานให้เข้ากับสไตล์การเรียนรู้ของเราเองค่ะ การมีเครื่องมือที่ดีจะช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้นแน่นอนค่ะ

Anki: ราชาแห่งการทบทวนส่วนบุคคล

ถ้าพูดถึงแอปพลิเคชัน Spaced Repetition แล้ว จะไม่พูดถึง Anki ก็คงเป็นไปไม่ได้เลยค่ะ! สำหรับแป้งแล้ว Anki คือราชาแห่งแอปพลิเคชันประเภทนี้เลยก็ว่าได้ ด้วยความยืดหยุ่นและฟังก์ชันการปรับแต่งที่เรียกได้ว่าไร้ขีดจำกัด ทำให้เราสามารถสร้าง Flashcards ที่ตอบโจทย์การเรียนรู้ของเราได้อย่างสมบูรณ์แบบค่ะ แป้งใช้ Anki มาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยแล้วค่ะ ทั้งการจำศัพท์ภาษาไทย การเรียนรู้กฎไวยากรณ์ หรือแม้แต่การเตรียมสอบวิชาต่างๆ Anki ช่วยแป้งไว้ได้เยอะมากจริงๆ ค่ะ สิ่งที่แป้งชอบเป็นพิเศษคือระบบอัลกอริทึมของ Anki ที่ฉลาดมากๆ มันจะคำนวณช่วงเวลาการทบทวนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละ Flashcard โดยอิงจากประสิทธิภาพในการจดจำของเราเองค่ะ ถ้าเราจำได้แม่น Anki ก็จะเว้นระยะให้ห่างออกไป แต่ถ้าเราจำไม่ได้ มันก็จะนำกลับมาให้เราทบทวนบ่อยขึ้น ทำให้เราใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่าที่สุดค่ะ นอกจากนี้ Anki ยังมี Add-ons มากมายที่เราสามารถติดตั้งเพิ่มเพื่อเพิ่มฟังก์ชันการใช้งานให้หลากหลายยิ่งขึ้นไปอีกค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มรูปภาพ เสียง หรือวิดีโอลงใน Flashcards แป้งแนะนำเลยค่ะว่าถ้าใครจริงจังกับการเรียนรู้และการจดจำในระยะยาว Anki คือแอปพลิเคชันที่ไม่ควรพลาดเลยค่ะ!

Quizlet และ Memrise: ทางเลือกสำหรับผู้เริ่มต้น

สำหรับใครที่รู้สึกว่า Anki อาจจะดูซับซ้อนไปหน่อย หรืออยากได้แอปพลิเคชันที่มีอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่ายและมีสังคมการเรียนรู้ที่ใหญ่กว่า แป้งขอแนะนำ Quizlet และ Memrise เลยค่ะ สองแอปพลิเคชันนี้ก็ใช้หลักการ Spaced Repetition เช่นเดียวกัน แต่มาพร้อมกับฟังก์ชันที่ออกแบบมาให้เป็นมิตรกับผู้ใช้งานมากขึ้น โดยเฉพาะผู้เริ่มต้นค่ะ Quizlet เป็นที่นิยมมากๆ ในหมู่นักเรียนนักศึกษา เพราะมีชุด Flashcards ที่ผู้ใช้คนอื่นๆ สร้างไว้แล้วให้เราเลือกใช้ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นคำศัพท์ภาษาไทย ประวัติศาสตร์ หรือวิชาวิทยาศาสตร์ แป้งเองก็เคยใช้ Quizlet ในการหาชุด Flashcards ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่แป้งเรียนค่ะ ทำให้ประหยัดเวลาในการสร้าง Flashcards เองไปได้เยอะเลยค่ะ ส่วน Memrise ก็เป็นอีกแอปพลิเคชันที่น่าสนใจมากๆ ค่ะ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ชอบเรียนภาษา Memrise จะมีการออกแบบการเรียนรู้ให้คล้ายกับเกม มีการแข่งขัน มีคะแนน ทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องสนุกและไม่น่าเบื่อค่ะ แถมยังมีวิดีโอจากเจ้าของภาษาให้เราได้ฝึกฟังและออกเสียงอีกด้วยนะคะ แป้งรู้สึกว่าสองแอปนี้เป็นตัวเลือกที่ดีมากๆ สำหรับคนที่อยากจะเริ่มต้นใช้ Spaced Repetition แต่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดีค่ะ

ปรับใช้ Spaced Repetition ในชีวิตประจำวันให้เป็นเรื่องง่ายกว่าที่คิด

ฟังดูเหมือน Spaced Repetition เป็นเทคนิคที่ต้องใช้ความพยายามเยอะใช่ไหมคะ? แต่จริงๆ แล้ว การนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันของเราให้เป็นเรื่องง่ายกว่าที่คิดเยอะเลยค่ะ แป้งอยากจะบอกว่ามันไม่จำเป็นต้องซับซ้อน หรือต้องใช้แอปพลิเคชันตลอดเวลาก็ได้นะคะ เราสามารถเริ่มต้นได้จากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ รอบตัวเราก่อนค่ะ หัวใจสำคัญคือการสร้างนิสัยการทบทวนอย่างสม่ำเสมอในจังหวะที่เหมาะสม และทำให้มันเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวันของเราให้ได้ค่ะ ลองนึกภาพดูสิคะว่าเรามีช่วงเวลาว่างสั้นๆ ในแต่ละวันที่เราสามารถนำมาใช้ในการทบทวนได้ เช่น ตอนรอรถไฟฟ้า ตอนนั่งรอเพื่อน หรือตอนพักเที่ยง แทนที่จะไถโซเชียลมีเดียไปเรื่อยเปื่อย เราก็สามารถหยิบ Flashcards หรือเปิดแอป Spaced Repetition ขึ้นมาทบทวนสิ่งที่เรากำลังเรียนรู้ได้ค่ะ การทำแบบนี้เพียงไม่กี่นาทีต่อวัน แต่ทำอย่างสม่ำเสมอ จะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการมานั่งอัดอ่านเป็นชั่วโมงๆ ในวันเดียวเสียอีกนะคะ แป้งเองก็ใช้วิธีนี้ในการทบทวนคำศัพท์ภาษาไทยใหม่ๆ หรือการจดจำข้อมูลที่สำคัญสำหรับการทำงานค่ะ มันช่วยให้แป้งรู้สึกว่ามีเวลาเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าจะมีตารางงานที่ยุ่งมากๆ ก็ตามค่ะ ใครที่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีเวลา ลองปรับใช้ Spaced Repetition แบบง่ายๆ ในชีวิตประจำวันดูนะคะ แล้วจะพบว่ามันช่วยเราได้มากจริงๆ!

เริ่มง่ายๆ แม้ไม่มีแอปพลิเคชัน

บางคนอาจจะคิดว่าถ้าจะใช้ Spaced Repetition ต้องมีแอปพลิเคชันเท่านั้นใช่ไหมคะ? แต่แป้งอยากจะบอกว่าไม่จำเป็นเลยค่ะ เราสามารถเริ่มต้นใช้เทคนิคนี้ได้ง่ายๆ แม้ไม่มีสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ก็ตามค่ะ วิธีการที่ง่ายที่สุดก็คือการใช้ Flashcards แบบกระดาษที่เราทำขึ้นเองนี่แหละค่ะ ลองสร้างชุด Flashcards โดยเขียนคำถามหรือคำศัพท์ที่เราต้องการจำไว้ด้านหนึ่ง และคำตอบหรือความหมายไว้ด้านหนึ่งค่ะ จากนั้นก็ลองสร้างกล่อง 3-5 กล่อง แล้วกำหนดระยะเวลาในการทบทวนแต่ละกล่องค่ะ เช่น กล่องที่ 1 ทบทวนทุกวัน กล่องที่ 2 ทบทวนทุก 3 วัน กล่องที่ 3 ทบทวนทุก 7 วัน เป็นต้นค่ะ พอเราทบทวน Flashcard ในกล่องที่ 1 แล้วตอบถูก ก็ย้ายไปกล่องที่ 2 ถ้าตอบผิดก็เก็บไว้ในกล่องเดิมเพื่อให้ได้ทบทวนบ่อยขึ้นค่ะ การทำแบบนี้จะช่วยให้เราเข้าใจหลักการของ Spaced Repetition และเห็นผลลัพธ์ด้วยตาตัวเองเลยค่ะ แป้งเองก็เคยเริ่มต้นด้วยวิธีนี้ตอนที่ยังไม่รู้จักแอปพลิเคชันค่ะ และมันก็ได้ผลดีมากๆ เลยนะ ทำให้เราได้ฝึกวินัยในการทบทวนด้วยตัวเองด้วยค่ะ ใครที่อยากลอง แต่ไม่อยากใช้แอป ลองวิธีนี้ดูนะคะ รับรองว่าได้ผลจริงแน่นอน!

รวม Spaced Repetition เข้ากับกิจวัตรประจำวัน

กุญแจสำคัญที่จะทำให้ Spaced Repetition ประสบความสำเร็จในชีวิตประจำวันของเรา ก็คือการทำให้มันเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวันของเราให้ได้ค่ะ แป้งรู้สึกว่ามันคล้ายกับการแปรงฟัน หรือการอาบน้ำเลยค่ะ ที่เราทำมันทุกวันจนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว การทบทวนด้วย Spaced Repetition ก็เช่นกันค่ะ ลองหาช่วงเวลาที่เราว่างเพียงไม่กี่นาทีในแต่ละวัน แล้วกำหนดให้เป็น ‘ช่วงเวลา Spaced Repetition’ ของเราค่ะ เช่น ตอนเช้าก่อนออกจากบ้าน 10 นาที ตอนนั่งรถสาธารณะ หรือตอนก่อนนอน แป้งเองก็มีช่วงเวลา ‘ทบทวนก่อนนอน’ ของแป้งค่ะ โดยจะใช้เวลาประมาณ 15-20 นาทีในการเปิดแอป Anki เพื่อทบทวน Flashcards ต่างๆ ที่แป้งสร้างไว้ค่ะ การทำแบบนี้อย่างสม่ำเสมอทุกวัน ทำให้แป้งไม่รู้สึกว่าการทบทวนเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามมากเกินไป แต่กลับเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้แป้งรู้สึกว่าวันนั้นๆ ได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองอย่างเต็มที่ค่ะ ที่สำคัญคือมันช่วยให้แป้งรู้สึกว่าตัวเองมีความรู้ที่สดใหม่อยู่ตลอดเวลา ไม่ต้องกังวลว่าจะลืมสิ่งที่เคยเรียนไปแล้วอีกต่อไปค่ะ ลองหาวิธีรวม Spaced Repetition เข้ากับกิจวัตรประจำวันของคุณดูนะคะ แล้วคุณจะพบว่ามันไม่ได้ยากอย่างที่คิดเลยค่ะ และผลลัพธ์ที่ได้ก็คุ้มค่ามากๆ ค่ะ

Advertisement

ทำไม Spaced Repetition ถึงดีต่อสมองและช่วยให้เราจำได้นาน?

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมแค่การเว้นระยะการทบทวนถึงได้มีพลังในการช่วยให้เราจำได้นานขนาดนี้ใช่ไหมคะ? จริงๆ แล้วมันมีวิทยาศาสตร์เบื้องหลังที่น่าสนใจมากๆ เลยค่ะ Spaced Repetition ไม่ได้เป็นแค่เทคนิคการท่องจำธรรมดาๆ แต่มันคือการทำงานร่วมกันระหว่างหลักการทางจิตวิทยาและสรีรวิทยาของสมองของเราอย่างลงตัวเลยค่ะ แป้งเองก็รู้สึกทึ่งกับความฉลาดของร่างกายและสมองของเรามากๆ เลยนะ ที่สามารถเรียนรู้และจดจำสิ่งต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าเราใช้วิธีที่ถูกต้อง การทบทวนแบบเว้นระยะจะช่วยกระตุ้นให้สมองของเราสร้างและเสริมสร้าง ‘เส้นทางประสาท’ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลที่เรากำลังเรียนรู้ค่ะ ลองนึกภาพว่าข้อมูลแต่ละอย่างที่เราเรียนรู้คือเส้นทางเล็กๆ ในสมองของเรา ยิ่งเราเดินบนเส้นทางนั้นบ่อยเท่าไหร่ เส้นทางก็จะยิ่งชัดเจนและแข็งแรงขึ้นเท่านั้น และ Spaced Repetition นี่แหละค่ะที่ช่วยให้เราเดินบนเส้นทางเหล่านั้นในจังหวะที่เหมาะสมที่สุด ไม่บ่อยเกินไปจนเสียเวลา แต่ก็ไม่ห่างเกินไปจนเส้นทางเลือนหายไป การทำแบบนี้ซ้ำๆ จะทำให้ข้อมูลที่เราต้องการจดจำนั้นถูกย้ายจากหน่วยความจำระยะสั้นไปสู่หน่วยความจำระยะยาวได้อย่างถาวร ทำให้เราสามารถดึงข้อมูลเหล่านั้นออกมาใช้ได้เมื่อเราต้องการ แม้จะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตามค่ะ แป้งเชื่อว่าการที่เราเข้าใจหลักการทำงานของมัน จะยิ่งทำให้เราเห็นคุณค่าและนำไปปรับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นค่ะ

วิทยาศาสตร์เบื้องหลังความจำที่ยืนยาว

หัวใจสำคัญที่ทำให้ Spaced Repetition ช่วยให้เราจำได้นาน ก็คือการที่มันเข้าไปมีอิทธิพลต่อกระบวนการสร้างความทรงจำในสมองของเราค่ะ เมื่อเราเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ สมองจะสร้างการเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาทที่เรียกว่า ‘Synapses’ ขึ้นมาค่ะ การเชื่อมต่อเหล่านี้แหละค่ะที่เป็นรากฐานของความทรงจำ แต่การเชื่อมต่อเหล่านี้ยังไม่แข็งแรงพอที่จะทำให้เราจำได้ในระยะยาว เว้นแต่ว่าจะมีการทบทวนซ้ำๆ ซึ่ง Spaced Repetition จะเข้ามาช่วยจัดการตรงนี้ให้เราค่ะ โดยการนำข้อมูลกลับมาทบทวนในจังหวะที่สมองกำลังจะเริ่มลืมพอดี มันจะช่วยกระตุ้นให้ Synapses ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลนั้นๆ ได้รับการกระตุ้นซ้ำๆ ทำให้การเชื่อมต่อเหล่านั้นแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ มันเหมือนกับการที่เราฝึกกล้ามเนื้อเลยนะคะ ยิ่งฝึกบ่อยเท่าไหร่ กล้ามเนื้อก็จะยิ่งแข็งแรงขึ้นเท่านั้น การทำแบบนี้ซ้ำๆ ในระยะเวลาที่ห่างออกไปเรื่อยๆ จะทำให้ข้อมูลนั้นถูกย้ายจากหน่วยความจำระยะสั้นไปสู่หน่วยความจำระยะยาว หรือ Long-Term Memory ซึ่งเป็นหน่วยความจำที่เราสามารถเก็บข้อมูลไว้ได้เป็นเดือน เป็นปี หรืออาจจะตลอดชีวิตเลยก็ได้ค่ะ แป้งรู้สึกว่ามันมหัศจรรย์มากๆ เลยนะ ที่ร่างกายของเรามีกลไกแบบนี้อยู่ ใครที่อยากให้ความรู้ที่เรียนไปอยู่กับเรานานๆ แป้งแนะนำให้ใช้ Spaced Repetition เป็นตัวช่วยเลยค่ะ

ลงทุนกับความจำวันนี้ เก็บเกี่ยวผลลัพธ์ในระยะยาว

การใช้ Spaced Repetition ก็เหมือนกับการที่เรากำลังลงทุนกับความจำของเราในวันนี้ เพื่อเก็บเกี่ยวผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาวค่ะ แป้งเชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยรู้สึกเสียดายเวลาที่ต้องมานั่งเรียนรู้สิ่งเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะเราลืมสิ่งที่เคยเรียนไปแล้วใช่ไหมคะ? แต่ด้วย Spaced Repetition เราสามารถหลีกเลี่ยงการเสียเวลาตรงนั้นไปได้เลยค่ะ เพราะข้อมูลที่เราทบทวนอย่างสม่ำเสมอจะถูกจัดเก็บไว้ในหน่วยความจำระยะยาว ทำให้เราไม่จำเป็นต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่ต้นอีกต่อไปแล้วค่ะ การลงทุนเพียงไม่กี่นาทีในแต่ละวันกับการทบทวน จะส่งผลดีต่อชีวิตของเราในระยะยาวมากๆ เลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการที่เราสามารถจำชื่อคนสำคัญได้ จำข้อมูลที่จำเป็นในการทำงานได้ หรือแม้แต่การที่เราสามารถเรียนรู้ภาษาใหม่ๆ ได้อย่างแตกฉาน สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นการสร้างคุณค่าให้กับตัวเราเองทั้งสิ้นค่ะ แป้งเองก็รู้สึกว่าการได้ใช้ Spaced Repetition ทำให้แป้งรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่มีศักยภาพในการเรียนรู้ที่ไร้ขีดจำกัดเลยค่ะ เพราะเรามีเครื่องมือที่ช่วยให้เราสามารถจดจำอะไรก็ได้ที่เราต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ใครที่อยากให้ความรู้และทักษะต่างๆ อยู่กับเราไปนานๆ แป้งแนะนำให้ลองลงทุนกับ Spaced Repetition ดูนะคะ แล้วคุณจะเห็นผลลัพธ์ที่คุ้มค่าเกินกว่าที่คิดเลยล่ะค่ะ

แอปพลิเคชัน จุดเด่นหลัก เหมาะสำหรับ ราคา (โดยประมาณ ณ ปี 2025)
Anki ปรับแต่งได้สูง, อัลกอริทึมฉลาด, มี Add-ons เยอะ ผู้ใช้ที่จริงจังกับการเรียนรู้, ผู้ที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง ฟรี (PC/Android), ประมาณ ฿900 (iOS)
Quizlet ใช้งานง่าย, มีชุด Flashcards ให้เลือกเยอะ, มีโหมดเกม นักเรียนนักศึกษา, ผู้เริ่มต้น, เรียนรู้คำศัพท์ ฟรี (มีฟีเจอร์จำกัด), Quizlet Plus ประมาณ ฿500/ปี
Memrise เน้นการเรียนภาษา, มีวิดีโอเจ้าของภาษา, Gamification ผู้ที่ต้องการเรียนภาษา, ชอบการเรียนรู้แบบเกม ฟรี (มีฟีเจอร์จำกัด), Memrise Pro ประมาณ ฿800/ปี
SuperMemo ระบบ Spaced Repetition ต้นฉบับ, มีประสิทธิภาพสูง ผู้ใช้ที่ต้องการระบบที่มีประสิทธิภาพสูงสุด (อาจซับซ้อน) ประมาณ ฿1,200 (PC), SuperMemo.com (Web) มีรุ่นฟรี

สรุปส่งท้าย

เป็นยังไงกันบ้างคะทุกคน! หวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกคนเข้าใจถึงพลังมหัศจรรย์ของ Spaced Repetition ได้มากขึ้นไม่มากก็น้อยนะคะ แป้งเชื่อว่าเทคนิคนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้เราเรียนรู้และจดจำสิ่งต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยลดความเครียดและความกดดันจากการเรียนหรือการทำงานได้อย่างดีเยี่ยมเลยค่ะ จากประสบการณ์ของแป้งเอง ต้องบอกเลยว่า Spaced Repetition ได้เข้ามาเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้และใช้ชีวิตของแป้งไปอย่างสิ้นเชิง ทำให้แป้งรู้สึกว่าการเรียนรู้ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไปแล้วค่ะ แต่กลับกลายเป็นเรื่องที่สนุกและท้าทายอยู่เสมอ แถมยังทำให้แป้งมีเวลาไปทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ชอบได้มากขึ้นอีกด้วย เพราะไม่ต้องเสียเวลามานั่งทบทวนสิ่งเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าแล้วนั่นเองค่ะ ใครที่ยังไม่เคยลอง แป้งอยากจะชวนให้ทุกคนเปิดใจและลองนำเทคนิคนี้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันดูนะคะ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนภาษา การเตรียมสอบ หรือแม้แต่การสร้างนิสัยดีๆ แป้งรับรองเลยค่ะว่าคุณจะต้องประหลาดใจกับผลลัพธ์ที่ได้แน่นอน แล้วคุณจะรู้ว่าการจำอะไรต่อมิอะไรให้ได้นานๆ ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิดเลยค่ะ!

Advertisement

ข้อมูลน่ารู้เพิ่มเติม

1. ลองเริ่มต้นจากเนื้อหาที่เราสนใจเป็นพิเศษก่อนค่ะ จะช่วยให้เรามีแรงจูงใจในการใช้ Spaced Repetition อย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องรู้สึกกดดันจนเกินไป.

2. ใช้ภาพ เสียง หรือวิดีโอประกอบ Flashcards ของคุณ เพื่อช่วยกระตุ้นการจดจำจากหลายประสาทสัมผัส ทำให้ข้อมูลติดหัวได้ดีขึ้นและสนุกกับการทบทวน.

3. อย่ากลัวที่จะลองผิดลองถูกค่ะ การปรับเปลี่ยนระยะเวลาหรือความถี่ในการทบทวนให้เหมาะสมกับสไตล์การเรียนรู้ของเราเองเป็นสิ่งสำคัญที่สุด.

4. ชวนเพื่อนมาใช้ Spaced Repetition ด้วยกันค่ะ การมีกลุ่มเรียนรู้หรือเพื่อนร่วมทางจะช่วยสร้างแรงผลักดันและทำให้เราไม่รู้สึกโดดเดี่ยวในการเรียนรู้.

5. พักผ่อนให้เพียงพอและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ควบคู่ไปด้วยค่ะ เพราะสมองที่ได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ จะสามารถจดจำและเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด.

ประเด็นสำคัญที่ต้องจำ

Spaced Repetition คือเทคนิคการทบทวนข้อมูลแบบเว้นระยะที่อิงตามหลักการ “เส้นโค้งแห่งการลืมเลือน” ช่วยให้สมองจดจำได้นานขึ้นและมีประสิทธิภาพ โดยการนำข้อมูลกลับมาทบทวนในจังหวะที่กำลังจะลืมพอดี ทำให้ข้อมูลถูกย้ายไปยังหน่วยความจำระยะยาวได้สำเร็จ สามารถประยุกต์ใช้ได้กับการเรียนรู้ภาษา การเตรียมสอบ และการสร้างนิสัยที่ดีในชีวิตประจำวัน ซึ่งแอปพลิเคชันอย่าง Anki, Quizlet และ Memrise เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การใช้งานง่ายขึ้นมาก การลงทุนเวลาเพียงเล็กน้อยในการทบทวนอย่างสม่ำเสมอจะช่วยสร้างคลังความรู้ที่แข็งแกร่งและอยู่กับเราไปตลอด.

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: ระบบการทบทวนแบบเว้นระยะ หรือ Spaced Repetition System เนี่ย มันทำงานยังไงกันแน่คะแป้ง ฟังดูน่าสนใจมากเลย

ตอบ: อู้ว คำถามนี้โดนใจแป้งมากเลยค่ะ! จริงๆ แล้วหลักการของ Spaced Repetition มันเรียบง่ายแต่ทรงพลังมากเลยนะ ลองนึกภาพตามนะคะ สมองของเราเนี่ยเวลารับข้อมูลใหม่ๆ เข้ามาเนี่ย มันจะเริ่มลืมลงเรื่อยๆ ตามเวลาที่ผ่านไปค่ะ (นี่แหละที่เรียกว่า “เส้นโค้งแห่งการลืม” หรือ Forgetting Curve) เจ้า Spaced Repetition นี่แหละค่ะ ที่เข้ามาจัดการกับเส้นโค้งนี้โดยเฉพาะเลย มันทำงานโดยการให้เราทบทวนข้อมูลนั้นๆ ซ้ำๆ แต่ไม่ใช่ทบทวนติดๆ กันแบบน่าเบื่อนะคะ แต่เป็นการเว้นช่วงเวลาทบทวนให้ห่างออกไปเรื่อยๆ ค่ะยกตัวอย่างง่ายๆ สมมติว่าวันนี้เราเรียนคำศัพท์ภาษาไทยใหม่มา 10 คำ พอผ่านไป 1 วัน เราก็ทบทวนชุดคำศัพท์นี้อีกครั้ง พอเราจำได้แล้ว ครั้งต่อไปเราอาจจะเว้นไป 3 วันค่อยทบทวน พอจำได้อีก ก็เว้นไปเป็น 7 วัน จากนั้นเป็น 14 วัน แล้วก็ 30 วัน ไปเรื่อยๆ ค่ะ เหมือนกับเราค่อยๆ ยืดเวลาทบทวนออกไปเรื่อยๆ ยิ่งเราจำได้แม่นเท่าไหร่ เราก็ยิ่งทบทวนห่างขึ้นเท่านั้นเองค่ะจุดเด่นของมันก็คือ พอเราใกล้จะลืมพอดี (แต่ยังไม่ลืมซะทีเดียว) ระบบก็จะเตือนให้เรากลับมาทบทวนอีกครั้งค่ะ การทำแบบนี้เหมือนเป็นการตอกย้ำความทรงจำให้แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้สมองของเราเรียนรู้ว่าข้อมูลนี้สำคัญนะ ไม่ใช่แค่ความรู้ผ่านๆ แล้วก็ลืมไป มันเป็นการฝึกสมองให้เก็บข้อมูลระยะยาวได้ดีขึ้นมากๆ เลยล่ะค่ะ แป้งเองลองใช้กับวิชาประวัติศาสตร์ที่ต้องจำปี พ.ศ.
เยอะๆ ตอนแรกก็ท้อนะคะ แต่พอใช้ระบบนี้ไปเรื่อยๆ กลายเป็นว่าไม่ต้องใช้ความพยายามมากเท่าเดิมเลย ความรู้มันฝังไปในหัวแบบอัตโนมัติจริงๆ นะคะ

ถาม: ถ้าอยากจะเริ่มใช้ Spaced Repetition System เนี่ย มีแอปพลิเคชันหรือเครื่องมืออะไรที่แป้งแนะนำเป็นพิเศษบ้างไหมคะ โดยเฉพาะพวกที่มี AI เข้ามาช่วยเนี่ย

ตอบ: โอ๊ยยย คำถามนี้มาถูกทางเลยค่ะ! ยุคนี้อะไรๆ ก็ต้องสะดวกและฉลาดใช่ไหมล่ะคะ แป้งบอกเลยว่ามีแอปพลิเคชันดีๆ ที่ใช้ระบบ Spaced Repetition เยอะมาก แถมหลายๆ แอปยังฉลาดถึงขั้นมี AI มาช่วยปรับตารางการทบทวนให้เหมาะสมกับแต่ละคนอีกด้วยนะคะ แป้งขอแนะนำตัวท็อปๆ ที่แป้งเคยลองใช้แล้วชอบมากๆ ดังนี้ค่ะ1.
Anki (อันกิ): ถ้าใครจริงจังกับการจำ แป้งแนะนำ Anki เลยค่ะ อันนี้คือตัวพ่อของ Spaced Repetition เป็นแอปพลิเคชันแฟลชการ์ดที่ฟรีและทรงพลังมากๆ ค่ะ มันจะปรับตารางการทบทวนให้คุณแบบละเอียดสุดๆ ตามความยากง่ายของแต่ละการ์ดที่คุณให้คะแนน (เช่น “จำได้ง่าย”, “พอจำได้”, “ลืม”) Anki ไม่มี AI แบบที่เป็น Machine Learning แต่ระบบคำนวณของมันก็ฉลาดพอที่จะปรับตามการตอบของเราได้แม่นยำมากๆ เลยค่ะ อาจจะต้องใช้เวลาเรียนรู้การใช้งานนิดหน่อยแต่คุ้มค่าแน่นอนค่ะ
2.
Memrise (เมมไรซ์): อันนี้เหมาะกับคนที่ชอบเรียนรู้แบบสนุกๆ เป็นเกมค่ะ Memrise เน้นการเรียนรู้ภาษาใหม่ๆ โดยใช้ Spaced Repetition เป็นแกนหลัก มีวิดีโอจากเจ้าของภาษาให้ดู มีแบบฝึกหัดที่หลากหลาย และการออกแบบที่น่ารักน่าใช้มากๆ ค่ะ แป้งเคยใช้ตอนเรียนภาษาญี่ปุ่นแล้วรู้สึกว่าเพลินจนลืมไปเลยว่ากำลัง “ท่องจำ” อยู่
3.
Quizlet (ควิซเล็ต): จริงๆ Quizlet ไม่ได้ใช้ Spaced Repetition แบบเข้มข้นเท่า Anki แต่ก็เป็นเครื่องมือแฟลชการ์ดที่ยอดเยี่ยมและใช้งานง่ายมากๆ ค่ะ จุดเด่นคือเราสร้างชุดแฟลชการ์ดเองได้ง่ายๆ หรือจะหาจากที่คนอื่นสร้างไว้แล้วก็ได้ค่ะ มันมีโหมด “เรียนรู้” (Learn) ที่จะคอยช่วยบอกว่าเราควรทบทวนเมื่อไหร่ ซึ่งมันก็มีหลักการคล้ายๆ Spaced Repetition อยู่บ้างค่ะ เหมาะกับการใช้เริ่มต้นมากๆ เลยนะ
4.
RemNote (เรมโน้ต): อันนี้เป็นมากกว่าแค่แอปแฟลชการ์ดค่ะ RemNote เป็นเครื่องมือจดบันทึกที่ผนวกระบบ Spaced Repetition เข้ากับการจดโน้ตเลย ทำให้เราสามารถสร้างแฟลชการ์ดจากโน้ตที่เราจดได้ทันทีและระบบก็จะจัดตารางทบทวนให้เสร็จสรรพเลยค่ะ สำหรับคนที่ชอบจดสรุปและอยากทบทวนไปในตัว อันนี้ตอบโจทย์มากๆ เลยค่ะทุกแอปที่แป้งแนะนำมานี้ ไม่ว่าจะเป็น Anki ที่เน้นความละเอียด หรือ Memrise ที่เน้นความสนุก ต่างก็ช่วยให้เราจัดการกับการทบทวนได้ง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ ไม่ต้องมานั่งจำเองว่าต้องทบทวนเมื่อไหร่ แอปพวกนี้แหละค่ะคือผู้ช่วยส่วนตัวที่ฉลาดและไว้ใจได้มากๆ!

ถาม: นอกจากเรื่องเรียนแล้ว Spaced Repetition System เอาไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันอย่างอื่นได้อีกไหมคะ แล้วจะทำยังไงให้ได้ผลลัพธ์ปังๆ เหมือนที่แป้งเล่ามา

ตอบ: แน่นอนค่ะ! นี่แหละคือความดีงามของ Spaced Repetition ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียนหรือการสอบเท่านั้นนะ แป้งบอกเลยว่ามันมีประโยชน์กับชีวิตประจำวันของเรามากๆ เลยค่ะ เพราะชีวิตจริงของเราก็ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลาใช่ไหมล่ะคะลองดูตัวอย่างที่แป้งเอาไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันนะคะ:
จดจำชื่อคนและใบหน้า: บางทีเจอคนเยอะๆ ก็จำชื่อยากใช่ไหมคะ แป้งใช้ Spaced Repetition กับการสร้างการ์ดชื่อคนที่เราอยากจำ พร้อมรูปภาพ (ถ้าเป็นไปได้) และข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับเขาค่ะ พอมันเตือนให้ทบทวน เราก็แค่ดูรูปกับชื่อทวนไปเรื่อยๆ ค่ะ ช่วยได้เยอะมากๆ โดยเฉพาะเวลามีประชุมหรือไปงานอีเวนต์ต่างๆ
เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ หรือข้อเท็จจริงที่จำเป็นในการทำงาน: แป้งเคยต้องจำฟังก์ชันการทำงานของโปรแกรมใหม่ๆ หรือจำข้อมูลลูกค้าที่สำคัญๆ ก็ใช้หลักการนี้เลยค่ะ สร้างแฟลชการ์ดที่รวบรวมข้อมูลสำคัญเหล่านั้น แล้วก็ทบทวนตามตารางที่ระบบจัดให้ค่ะ ช่วยให้ทำงานได้คล่องขึ้นเยอะเลย
จำสูตรอาหาร, พิกัดร้านโปรด, หรือข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญๆ: บางทีเราก็ลืมเรื่องเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ใช่ไหมคะ การสร้างแฟลชการ์ดไว้แล้วทบทวนเป็นระยะๆ ก็ช่วยได้ค่ะส่วนเคล็ดลับให้ได้ผลลัพธ์ปังๆ นะคะ จากประสบการณ์ของแป้งเองเนี่ย มีไม่กี่ข้อที่สำคัญมากๆ เลยค่ะ:1.
เริ่มจากน้อยๆ แต่ทำสม่ำเสมอ: อย่าเพิ่งอัดข้อมูลเยอะเกินไปในตอนแรกค่ะ เริ่มจากสิ่งที่คุณอยากจำจริงๆ วันละนิดวันละหน่อยดีกว่า แล้วทำทุกวันให้เป็นนิสัยค่ะ ความสม่ำเสมอนี่แหละคือกุญแจสำคัญ
2.
ซื่อสัตย์กับตัวเอง: เวลาที่แอปถามว่า “คุณจำการ์ดนี้ได้ไหม?” ให้ตอบตามจริงนะคะ ถ้าจำไม่ได้ก็บอกว่าจำไม่ได้ค่ะ ระบบจะได้จัดตารางทบทวนให้ใหม่ได้อย่างถูกต้อง การโกงตัวเองมีแต่จะทำให้เราจำไม่ได้จริงๆ นะ
3.
สร้างการ์ดที่มีคุณภาพ: การ์ดที่ดีควรจะกระชับ เข้าใจง่าย และมีแค่ข้อมูลเดียวต่อการ์ดจะดีที่สุดค่ะ หลีกเลี่ยงการใส่ข้อมูลยัดเยียดเยอะๆ เพราะจะทำให้การทบทวนยากขึ้น
4.
ปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์: แป้งมักจะใช้เวลาช่วงที่เดินทาง (เช่น ตอนนั่งรถไฟฟ้า) หรือช่วงพักกลางวันสั้นๆ ทบทวนแฟลชการ์ดค่ะ มันเป็นช่วงเวลาที่เราเอามาใช้ประโยชน์ได้แบบไม่ต้องเสียเวลาเพิ่มเลยเชื่อแป้งเถอะค่ะว่า Spaced Repetition ไม่ใช่แค่เทคนิคการเรียนรู้ แต่มันคือการลงทุนเพื่อความจำที่ดีขึ้นในระยะยาวเลยนะคะ ลองเอาไปปรับใช้ดูค่ะ แล้วจะรู้เลยว่าชีวิตง่ายขึ้นเยอะจริงๆ!

📚 อ้างอิง

Advertisement